ผบ.ทร. กล่าวต่อว่า ตนจึงได้ขอไปว่าขอให้เงินจำนวนนี้เป็นเงินของกองทัพเรือ ซื้ออาวุธให้กองทัพเรือ เรือที่น่าจะเหมาะสมคือ เรือผิวน้ำ ขอย้ำว่าเรือผิวน้ำ อย่าเพิ่งไปพูดถึงเรือฟริเกต หรือเรือ OPV หรืออะไรก็แล้ว ตนจะขอรับผิดชอบคิดให้ การจะซื้อเรือลำนึงมีปัจจัยเป็นองค์ประกอบมากมาย เพราะยังต้องเจรจาอีกหลายขั้นตอน ซึ่งขณะนี้กระทรวงกลาโหมได้ทำหนังสือถึงกรมพระธรรมนูญ โดยสอบถามไปว่าการจะแก้ไขสัญญาใครเป็นผู้อนุมัติ ครม. หรือสภา รวมถึงขั้นตอนต่าง ๆ เป็นอย่างไร
ในขณะเดียวกันกองทัพเรือได้ทำหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุด สอบถามใน 3 ประเด็น คือ
1. การปรับแก้เครื่องยนต์เป็นสาระสำคัญหรือไม่
2.การจะเปลี่ยนเรือดำน้ำมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ จะมาบอกว่าเปลี่ยนได้
3.อนุมัติให้แก้ไขเครื่องยนต์ อำนาจอยู่ที่ใคร
ผบ.ทร. ยังย้ำว่า อยากให้รอคำตอบจากอัยการสูงสุด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 วันหลังจากส่งหนังสือไป จากนั้นกระทรวงกลาโหม และกองทัพเรือ จะพิจารณาว่าจะเดินหน้าอย่างไร ขอให้ใจเย็นและยืนยันว่ากองทัพเรือจะใช้งบประมาณให้คุ้มค่า ตอบโจทย์ภาระหน้าที่การรับผิดชอบอธิปไตยให้กับคนไทยอย่างดีที่สุด
ส่วนสัญญาจะสิ้นสุด 30 ธ.ค. 66 ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอะไร ทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปได้ ก็คิดค่าปรับตามระเบียบพัสดุฯ แต่เมื่อมีเหตุผลรองรับการทำเรื่องขอลดหย่อนค่าปรับ สามารถอธิบายกันได้ตามเหตุผลและความจำเป็น ซึ่งยืนยันว่ากองทัพเรือจะทำตามระเบียบทุกขั้นตอน โดย 15 วันก่อนหมดสัญญา กองทัพเรือจะทำหนังสือแจ้งเตือน พร้อมยอมรับเป็นเรื่องยาก หากง่ายคงเสร็จไป แต่จะต้องจบในยุคของตน เพราะจะสิ้นสุดสัญญาแล้ว ต้องทำอะไรให้ชัดเจน
เมื่อถามว่า ทางจีนไม่รับการตอบสนองหากเปลี่ยนเป็นเรือผิวน้ำ ผบ.ทร. กล่าวว่า คงเป็นเหมือนทั่วไปเพราะเขาต่อมาครึ่งลำแล้ว การจะไปขอยกเลิกหรือเปลี่ยนอะไรไม่ใช่เรื่องง่าย และการจะเปลี่ยนเป็นเดือนผิวน้ำก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งถ้าเป็นบริษัทเดียวกันก็ยังพอเข้าใจกันได้ขอให้รอเวลา
เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับรัฐบาลและ รมว.กลาโหม ถึงความต้องการเปลี่ยนเครื่องยนต์เรือดำน้ำ เราสู้ตรงนี้ได้หรือไม่ ผบ.ทร. กล่าวว่า การสู้ตรงนี้ก็คือการที่ พล.ร.อ.เชิงชาย ได้ทำหนังสืออธิบายว่ากองทัพเรือเดินหน้า แต่ผู้บริหารระดับบนมีในเรื่องของกฎหมาย ซึ่งทางกองทัพเรือก็เข้าใจ น้อมรับการตัดสินใจของรัฐบาลและกลาโหม และสุดท้ายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของคนไทย ตนขอยืนยัน
เมื่อถามว่า ถือเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของการจะมีหรือไม่มีเรือดำน้ำ ในยุค ผบ.ทร. คนปัจจุบัน พล.ร.อ.อะดุง ยอมรับว่า ใช่ ประวัติศาสตร์ไม่สำคัญ ขอให้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและมีการตัดสินใจที่ถูกต้อง อีกทั้งได้อธิบายกับผู้บังคับบัญชาว่าเครื่องยนต์จีนพัฒนามาจากเครื่องยนต์เยอรมันที่ผลิตในจีน ซึ่งมีไลเซนส์ หรือใบอนุญาตอยู่ เพียงแต่ไม่ใช่ชื่อเครื่องยนต์ MTU เท่านั้นเอง โดยตามกฎหมายเข้าใจกันได้ แต่ตามลายลักษณ์อักษรมันไม่ง่าย
"ผมเข้าใจคนที่จะเซ็นอนุมัติ เพราะความเป็นห่วง เราจะพยายามทำทุกอย่างให้มันผ่านไปด้วยดี คนเซ็นก็ไม่มีความกังวล ยอมรับว่าผมก็ใจร้อนเช่นกัน และขอให้อานุภาพกรมหลวงเสด็จเตี่ย ช่วยดลบันดาลให้เรือลำนี้จบลงด้วยดี" ผบ.ทร. ระบุ