"เงินหมื่นดิจิทัล" จุดขาย หรือ จุดจบ รัฐบาลเศรษฐา
29 ต.ค. 2566 | thanita_boo

ดูเหมือนว่าโครงการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทของรัฐบาลกำลังต้องเผชิญกับปัญหาอย่างหนัก และต้องล่าช้าออกไปจากกำหนดการเดิม
การเมือง
29 ต.ค. 2566 | thanita_boo

ดูเหมือนว่าโครงการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทของรัฐบาลกำลังต้องเผชิญกับปัญหาอย่างหนัก และต้องล่าช้าออกไปจากกำหนดการเดิม
จนขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน "โครงการแจกเงินหมื่นดิจิทัล" โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ เรื่องงบประมาณที่มีอย่างจำกัด และยังมีเรื่องเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือทางการคลังไปกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่ยังไม่มีเหตุจำเป็น หรือถึงขั้นวิกฤตซึ่งอาจก็ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมาได้ในอนาคต
จึงเป็นที่มาให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายโครงการเติมเงินดิจิทัล ที่มีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นั่งเป็นประธาน ต้องใส่เบรก แล้วถอยกลับมาตั้งหลักปรับเกณฑ์ กำหนดเงื่อนไขใหม่ แยกคนรวยกับคนจน ตามฐานข้อมูลการใช้จ่ายของสภาพัฒน์ฯ และแม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปสำหรับโครงการแต่ก็พอมองออกได้ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน
ขณะที่รัฐบาลยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นในความตั้งใจที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ในซีกฝ่ายค้านมองว่าการปรับหลักเกณฑ์ใหม่เท่ากับตอกย้ำว่า"โครงการแจกเงินหมื่นดิจิทัล" กำลังเดินมาถึงทางตันแล้ว
โดยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล มองว่า การปรับลดเงื่อนไขว่า ปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องมีการปรับหลักเกณฑ์ โดยการที่คัดกรองคนรวยออก ก็ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลน่าจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณที่จะนำมาใช้กับนโยบายนี้แน่นอน จึงจำเป็นต้องทำจำนวนคนที่ได้รับผลประโยชน์ให้ลดลง และมีข้อเสนอออกมาอีกว่าจะใช้งบผูกพันปีละ 1 แสนล้านบาท ภายใน 4 ปี ตนคิดว่าก็ยิ่งชัดเจนว่า งบประมาณปี 2567 มีที่ว่างให้ทำนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตเพียงแค่ 1 แสนล้านบาทเท่านั้น
"ตอกย้ำว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมาถึงทางตันแล้ว เนื่องจากไม่สามารถให้ธนาคารของรัฐ ธนาคารออมสินดำเนินโครงการนี้ไปก่อนได้ จึงติดข้อจำกัด หลักที่เป็นตอใหญ่คือเรื่องแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งตนคิดว่าการปรับเงื่อนไขครั้งนี้ ต้องพิจารณาด้วยว่า ยังคงสามารถทำได้ตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิม ผลที่คาดว่าจะได้รับดั้งเดิมหรือไม่ ถ้าเงื่อนไขเปลี่ยนไปหมดแล้ว อาจจำเป็นที่ต้องทบทวนวิธีการใหม่ทั้งหมด ทบทวนนโยบายใหม่ทั้งหมด"
ขณะที่นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า หากรัฐบาลเลือกจะกู้เงินเพื่อดำเนินการ เชื่อว่าจะมีภาระดอกเบี้ยอีกกว่า 1.4 แสนล้านบาท ทำให้หลายคนปฏิเสธนโยบายดังกล่าว หากทุกภาคส่วน ทั้ง ส.ส. ฝ่ายค้าน ส.ว. ปฏิเสธการแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาล เพื่อให้เปลี่ยนเป้าหมายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะเหมาะสมมากกว่า
นายสมชาย กล่าวด้วยว่าได้หารือกับ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานกรรมการศึกษาโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล ทราบว่าขณะนี้รวบรวมรายละเอียดไปกว่า 70% แล้ว อีกไม่นานจะสรุปได้
ขณะนี้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินน (สตง.) ได้เดินหน้าเรื่องนี้ ดังนั้น เมื่อ คตง. และป.ป.ช. ดำเนินการแล้ว หากพบว่า เสียหายต่อเศรษฐกิจร้ายแรง สามารถเสนอให้สภาฯ วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาหากไม่หยุดยั้ง และเกิดความเสียหาย หรือไม่ลดเพดานอาจเกิดเหตุการณ์ที่มีผู้ติดคุก หรือหลบหนีออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติได้ ดังนั้น มองว่าหากรัฐบาลยอมรับ สามารถบอกเลิกพร้อมกับขอโทษประชาชน และนำเงินไปทำอย่างอื่นได้
สุดท้ายแล้วไม่ว่าโครงการนี้จะมีผลสรุปออกมาเป็นอย่างไร คงต้องรอฟังการจากประชุมของบอร์ดใหญ่ ซึ่งมีนายกฯเศรษฐา เป็นประธาน จะถอย ปรับ หรือเลิก