สำหรับ 3 แนวทางที่จะเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ คือ 1.ให้สิทธิ์เฉพาะกลุ่มเปราะบาง ราว 15-16 ล้านคน โดยใช้ฐานข้อมูลจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้งบประมาณราว 1.5 แสนล้านบาท
2.ตัดกลุ่มผู้มีรายได้โดยวัดจากการยื่นแบบเสียภาษี เฉลี่ยเกิน 25,000 บาทต่อเดือน และมีบัญชีเงินฝากเกิน 1 แสนบาทออก เหลือผู้ได้สิทธิ์ 43 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 4.3 แสนล้านบาท
3.ตัดกลุ่มผู้มีรายได้เกิน 50,000 บาทต่อเดือน หรือ มีบัญชีเงินฝากเกิน 5 แสนบาทออก เหลือผู้ได้สิทธิ์ 49 ล้านคน ใช้งบประมาณราว 4.9 แสนล้านบาท
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้หรือไม่ เป็นการเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา หรือไม่ รมช.คลัง กล่าวว่า ไม่ได้บอกว่าเปลี่ยนเป็นการบรรเทากลุ่มเปราะบาง ยืนยันว่า เป็นกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนกรอบการทำงานจะมากน้อย ถ้าบรรลุวัตถุประสงค์ กระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เป็นเรื่องที่รับได้
นอกจากนี้ได้พบกับนายกรัฐมนตรี ในช่วงตอบกระทู้ที่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้เดินไปพูดคุย และรายงานความคืบหน้าผลสรุปคณะอนุกรรมการ เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า ได้กำหนดกรอบการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตแล้ว โดยนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ตบบ่า ให้กำลังใจ ไม่ได้พูดอะไร และยิ้มให้ ซึ่งยอมรับว่าเมื่อเป็นนักการเมือง ก็ย่อมต้องเจอสถานการณ์แบบนี้