สำหรับเสียงวิจารณ์ว่า พรรคก้าวไกล ตอบสนองค่อนข้างเร็วในการตรวจสอบพรรคอื่น แต่เมื่อเป็นเรื่องภายในพรรคกลับล่าช้านั้น ตนน้อมรับคำวิจารณ์ และเราเห็นด้วยกับหลักการว่า เวลาเราเรียกร้องมาตรฐานที่ดีขึ้นจากสังคม ก็ต้องเรียกร้องมาตรฐานนั้นกับตนเองด้วย อย่างที่ตนบอกว่า แต่ละกรณีมีระยะเวลาในการดำเนินการแตกต่างกัน รวมถึงการสื่อสารที่แตกต่างกันออกไป ตนยืนยันว่าไม่เคยมีเจตนาที่จะทำให้เรื่องนี้ได้ข้อยุติล่าช้า เราจึงทำเต็มที่ให้ได้ข้อยุติเร็วที่สุด ตอนนี้อยู่ในขั้นตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่กรรมการบริหารพรรคยืนยันว่า จะให้มีข้อสรุปได้ภายในเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งคำวิพากษ์วิจารณ์ก็ถูกนำมาพิจารณา ประกอบการปรับปรุงกระบวนการในอนาคต
“โดยปกติเมื่อมีเรื่องร้องเรียนเข้ามา จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนโดยคณะกรรมการวินัย ก่อนจะส่งความเห็นให้คณะกรรมการบริหารตัดสินใจ แต่จะมีบางกรณีไม่ได้มีการยื่นเรื่องโดยผู้เสียหายโดยตรง แต่เมื่อทราบเหตุจากบุคคลอื่น พรรคก็ติดต่อผู้ที่อาจจะเป็นผู้เสียหายทันที เพื่อให้ความเป็นธรรมกับบุคคลดังกล่าว เป็นการทำงานเชิงรุก ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบ” นายพริษฐ์ กล่าว
ส่วนที่พรรคชูเรื่องความเท่าเทียมมาตลอด แต่กลับมีประเด็นนี้ น.ส.ศศินันท์ ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่กระอักกระอ่วนใจของ สส.หญิงในพรรค เพราะเรายืนยันเรื่องนี้มาโดยตลอด เราอภิปรายเรื่องความรุนแรงในครอบครัว เรื่องเด็ก สตรี ที่เราต้องตอบสังคมให้ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เราได้รับคำแนะนำ เมื่อก่อนกรรมการวินัยมีสัดส่วนผู้หญิงน้อยมาก ก็ได้เพิ่มสัดส่วนผู้หญิงขึ้นมา ซึ่งดิฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น กรณีแรกเป็นเรื่องที่ชัยภูมิ
เมื่อมีผู้หญิงในกรรมการวินัยมากขึ้น อาจจะทำให้ผลที่ออกมาเปลี่ยนแปลงไป ในทิศทางที่สังคมเข้าใจมากขึ้น เราอาจจะไม่สามารถคุมคนทุกคนได้ แต่เราไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดร่วมกันได้ ก็ต้องมีการเรียนรู้ปรับปรุงต่อไป จะได้ยกระดับความรับผิดชอบของ สส. มากขึ้นด้วย
ขณะที่นายพริษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้ายแล้วความเชื่อมั่นของประชาชน ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา สิ่งที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ ส่วนที่ถูกมองว่าพรรคก้าวไกล มักจะใช้วิธีการสื่อสารทางเดียวเมื่อเกิดปัญหา นายพริษฐ์ ชี้แจงว่า สิ่งสำคัญคือการเผชิญกับปัญหา ซึ่งวิธีการหนึ่งคือ การตอบทุกคำถามที่สังคมหรือสื่อฯถามแทนประชาชน วันนี้เราจึงออกมาชี้แจงเรื่องนี้