เนชั่นทีวี

การเมือง

"3 สว." แนะ "รัฐบาล" ถอย "โครงการแจกเงินดิจิทัล" หวั่นกระทบศก.-ปชช.ระยะยาว

10 ต.ค. 2566 | tinakit_rat

"3 สว." แนะ "รัฐบาล" ถอย "โครงการแจกเงินดิจิทัล" หวั่นกระทบศก.-ปชช.ระยะยาว

"3 สว." แนะ "รัฐบาล" ถอย "โครงการแจกเงินดิจิทัล" ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย หวั่นกระทบศก.-ปชช.ระยะยาว ขอ "นายกฯ" รับฟังเสียงท้วงติง

10 ตุลาคม 2566 การประชุมวุฒิสภาวันนี้(10 ต.ค.) ในช่วงหารือ พบว่ามีสมาชิกวุฒิสภา(สว.) หลายคนทักท้วงถึงการเดินหน้าทำโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของรัฐบาล เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและประชาชนระยะยาว พร้อมเสนอแนะให้ถอยโครงการดังกล่าว

โดย นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน กล่าวว่า โครงการแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาล ตนมองว่า เป็นโครงการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 เนื่องจากไม่ชี้แจงรวมถึงแถลงแหล่งที่มาของเงินทุนที่จะนำมาใช้ และสุ่มเสี่ยงขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 ที่กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพการเงินการคลังของรัฐ

นอกจากนี้แล้วยังส่อขัดกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องไม่บริหารราชการแผ่นดิน ที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกกิจระยะยาว อย่างไรก็ดีตนทราบว่ารัฐบาลจะให้ธนาคารออมสินรับโครงการดังกล่าวไปดำเนินการแทน โดยใช้เงินของธนาคาร รวม 5.6 แสนล้านบาท และรัฐบาลจะชดเชยให้ภายหลัง ตนได้พิจารณาพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารออมสิน แล้วมองว่าการดำเนินการดังกล่าวจะขัดกับกฎหมายของธนาคาร

“ผมขอให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบ หากจะทำเพราะได้หาเสียงไว้ ควรพิจารณาข้อกฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญและกฎหมายการเงินการคลัง หากทำผิดพลาดใครจะรับผิดชอบ แม้จะบอกว่าประชาชนต้องรับผิดชอบ แต่ผมมองว่าผู้รับผิดชอบคือ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.คลัง ฐานะประธานวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมถึง ครม. ผมขอให้ดูโครงการรับจำนำข้าวเป็นตัวอย่าง ขอให้นำความเห็นผู้ที่คัดค้านไปปรับปรุงแก้ไข” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายถวิล เปลี่ยนสี หารือในประเด็นเดียวกัน โดยย้ำว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาล เป็นนโยบายที่เป็นปัญหาและไม่ถูกต้องด้วยกาลเทศะ เพราะภาวะเศรษฐกิจไทยไม่อยู่ในภาวะที่ต้องกระตุ้นมากนัก ตนจึงมองว่า ควรเน้นเสถียรภาพ มากกว่าการสร้างภาระหนี้สินให้รัฐในอนาคต อย่างไรก็ดีขณะนี้มีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ รวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท้วงติง ตนมองว่ารัฐบาลควรรับฟังเหตุผล

“รัฐบาลยืนยันทำโครงการ โดยอ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชน ผมว่าไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง หากสิ่งใดเป็นพิษต้องไม่ตามใจประชาชน นายกฯ เหมือนหมอที่รักษาไข้ราษฎร หมอให้ยาพิษเคลือบน้ำผึ้งกับคนไข้ไม่ได้ ประชาชนย่อมไม่รู้ถึงพิษที่เกิดขึ้นจากนโยบายนี้ ผมเสนอแนะว่า รัฐบาลต้องกล้าหาญและยอมรับสารภาพความจริงกับประชาชนว่า ไม่ทำโครงการนี้ ความมุ่งมั่นทำโครงการนี้ไม่ใช่เรื่องกล้าหาญ แต่เป็นเรื่องดื้อรั้นไม่มีเหตุผล ดังนั้นยังมีเวลาจะทบทวน ผมหวังนายกฯ จะรับฟังเสียงท้วงติง” นายถวิล กล่าว

ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ กล่าว่า สินทรัพย์ หรือเงินดิจิทัล ที่ใช้ตลาดเก็งกำไรทั่วโลก เป็นความเสี่ยงหากรัฐบาลจะเข้าไปรับประกันมูลค่าและนำเข้าสู่การซื้อขายเงินคริปโต เพราะมีกรณีของบิตคอยน์ ที่พบว่ามีมูลค่าขึ้นสูงสุด 6.9 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ แต่วันนี้ เหลือ 2.7 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ และบิตคอยน์นั้นเชื่อว่า อยู่ในกกลุ่มฟอกเงินของนักพนัน ผู้ค้าของเถื่อน หลบเลี่ยงภาษีทั่วโลก ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรมองแค่ผลบวกอย่างเดียว และไม่ควรเอาประเทศไปเสี่ยงในวงการดังกล่าว

นพ.เจตน์ กล่าวต่อ ตนไม่เห็นด้วยที่จะแจกเงินแบบเหวี่ยงแหทุกกลุ่ม เพราะเป็นนโยบายที่ไม่สร้างความเป็นธรรม และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง รัฐบาลควรจะทำคือ เน้นการใช้จ่ายภาครัฐ การส่งออก รวมถึงเน้นการลงทุนภาครัฐ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์

“นโยบายแจกเงินนั้น เป็นความเลื่อนลอยที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นความคาดหวังเกินจริง การใช้จ่ายเงินของรัฐ แจก หรือ โอน จะมีมูลค่าต่ำกว่าตัวคูณในการลงทุนของภาครัฐ ดังนั้นผมขอให้รัฐบาลถอยโครงการนี้และนำเงินไปใช้ในทางที่เหมาะสมของประเทศต่อไป” นพ.เจตน์ กล่าว

ข่าวล่าสุด