ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณหมออาจกลายเป็นโดมิโนกับ สว. คนอื่นนั้น ส่วนตัวเชื่อว่ากรรมของคนอื่น เป็นเรื่องของตัวเอง ในกรณีนี้จะเห็นได้ว่า หมออยู่เฉยๆ ที่ไม่ให้สัมภาษณ์เพราะไม่ต้องการให้เปิดประเด็นให้กว้าง แต่กลายเป็นว่า มีผู้คนมากมายออกมาให้กำลังใจ ช่วยกันปกป้อง แต่สังคมตอนนี้อาจถูกทำให้เชื่อได้ง่าย จึงไม่มองว่าจะเป็นโดมิโน
"ขออนุญาตบอกตรงๆ ว่าเราต้องช่วยกัน ในแง่สื่อ เรื่องที่เกิดขึ้นถ้าจะช่วยกันป้องกัน เรื่องที่เป็นหลัก คือ ก้าวร้าว และสุดท้ายก็ลามปามที่อาจจะทำให้เขาโดนอะไร สื่อจะต้องช่วยให้อยู่ในเส้น อย่าวิ่งออกไป แล้วเที่ยวไปขุดเรื่องนั้น เรื่องนี้ซึ่งไม่ใช่ประเด็นหลัก ส่วนเรื่องที่สอง ไม่ฝากอะไรถึงคนรุ่นใหม่ เชื่อว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปโดยธรรมชาติ แต่ทั้งหมดเป็นภาพสะท้อนว่า เสพการเมืองมากไป ก็มากระทบกับทุกอย่าง ส่วนตัวหมอเองขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจ" แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ กล่าว
สำหรับในวันเกิดเหตุไม่ได้ชี้แจงกับคู่กรณี เพราะในชีวิตไม่เคยสามารถพูดแล้วทำให้คนเปลี่ยนใจได้ แต่สิ่งที่เรียนรู้ก็คือไม่รับมันเข้ามาให้ทุกข์ แล้วก็เดินจากไป คือ ไม่ได้ชี้แจงอะไร เพราะตอนแรกก็พูดถึง สว. สส. แต่ตอนหลักเขาเข้ามาเลยว่าอีนี่อย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ไม่ได้ชี้แจงแต่เชื่อว่า ถ้ายังอยู่ในร้านต่อน่าจะมีเรื่องทำร้ายร่างกาย เพราะเขาชี้น่าและเรา เหมือนหมาพูดทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ไล่ต่อหน้าคนที่ทานอาหารอยู่ในร้าน
สำหรับเหตุการณ์ตอนนั้น ตนเองไม่ตกใจ ตอนนี้อายุ 69 แล้ว ผ่านแบบนี้มาเยอะ ไม่เปิดประตูรับมัน มันก็ไม่เข้ามาทำร้ายเรา คำสอนของพระทำให้เราจำไว้เสมอว่า พัสดุถ้าส่งแล้วไม่มีคนรับ มันจะกลับไปสู่คนส่ง สำหรับตนเองถือว่าจบไม่คิดที่จะฟ้องร้อง และไม่ทำอะไร เดินหน้าต่อและทำความเข้าใจมากขึ้น ส่วนที่ สว. จะต้องระมัดระวังมากขึ้น คือ เขาไม่แยกเรื่องพวกนี้ เขาก็อาจจะคิดว่าเป็นตัวอย่างจึงต้องระมัดระวัง
แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ ยังกล่าวถึงเรื่องการลงไปนอนทับลาวามอส ว่า เป็นความผิดพลาดของตนเองที่ไม่รู้ว่ามีระเบียบหรือกฎหมาย ที่ผ่านมาเห็นสารคดีบนเครื่องบิน จะมีคนนอนอยู่บนลาวามอส จึงไม่ได้คิดอะไรมาก ซึ่งตรงไหนที่มีป้ายห้าม ก็ไม่เข้าเลย แต่ตรงจุดนี้มีที่จอดรถ และมีคนจอดจึงเข้าไป ดังนั้น ถ้าเป็นเรื่องลาวามอสต้องกล่าวขออภัย