"ปัญหายาบ้า" ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่เผชิญอยู่ แต่ยังมีประเทศเพื่อนบ้านรอบ ๆ “สามเหลี่ยมทองคำ” อย่าง จีน เวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ทำให้ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ได้มีการร่วมมือของ 6 ประเทศในการร่วมกันสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดจากสามเหลี่ยมทองคำมากขึ้น เรียกว่า “ความร่วมมือในการปฏิบัติการแม่น้ำโขงปลอดภัย”
โดยทั้ง 6 ประเทศได้มีข้อตกลงร่วมกันที่จะขยายการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การสืบสวนปราบปราม การสกัดกั้นเส้นทางลำเลียง การสกัดกั้นเคมีภัณฑ์และสารตั้งต้น และการเปิดยุทธการปราบปรามร่วมกัน จนเกิดผลในการจับกุมยาเสพติดเป็นจำนวนมากในแต่ละปี
สำหรับมาตรการในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เมื่อวันที่ 25 ก.ย.66 ได้มีการประชุมทวิภาคีไทย-ลาว เรื่องความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 19 เพื่อยกระดับให้การแก้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระนานาชาติ รวมถึงมีการประสานการปฏิบัติการและสืบสวนขยายผลด้านการข่าว ตลอดจนการจับกุมและส่งตัวผู้ต้องหายาเสพติดที่ตามหมายจับของไทยที่หลบหนีอยู่ใน ประเทศลาว จำนวน 54 ราย
ขณะเดียวกันก็ได้มีการยกระดับการสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่เร่งด่วนตามแนวชายแดน ลด Supply ยาเสพติดมิให้เข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยการกำหนดให้พื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการสกัดกั้นยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 5 (10)
ซึ่งไม่เคยมีการใช้มาก่อน แต่ต้องนำมาใช้ในครั้งนี้ เพื่อยกระดับเป็น “พื้นที่ยาเสพติดระดับสูงสุด” รวมถึงการนำมาตรการทางทรัพย์สิน ตัดวงจรการเงินให้มากที่สุด มาใช้กับเครือข่ายนักค้ายาเสพติด
ข้อมูล ป.ป.ส. คนติดยา 1.9 ล้าน ทาสยาบ้า 83%
ด้านแนวทางในการบำบัดรักษาผู้เสพยาเสพติด ที่อาศัยอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดปัญหาความรุนแรงในสังคมนั้น
จากข้อมูลเครือข่ายวิชาการสารเสพติด "สำนักงาน ป.ป.ส." ประมาณการผู้เสพยาเสพติดอยู่ที่ 1.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.87 ของประชากรทั้งประเทศ ในจำนวนนี้เป็นผู้เสพยาบ้าถึงร้อยละ 83 มีอายุระหว่าง 15-29 ปีมากที่สุดถึงร้อยละ 37 เป็นผู้เสพรายใหม่ร้อยละ 57 ผู้เสพรายเก่าร้อยละ 43 ซึ่งผู้เสพส่วนใหญ่ร้อยละ 85 มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 10,000 บาท
หากพิจารณาจากสถิติการจับกุมและการบำบัดรักษายาเสพติด อยู่ที่ 250,000 -300,000 คนต่อปี แสดงว่ามีอีกประมาณอีก 1.5 ล้านคนที่ยังเป็นผู้เสพ และยังอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่น
จำนวนผู้เสพที่เข้ารับการบำบัดรักษาโดยรวมย้อนหลัง 5 ปี มีสถิติเฉลี่ยปีละ 185,000 คน เป็นผู้ใช้ร้อยละ 5 ผู้เสพร้อยละ 65 โดยมีผู้ติดร้อยละ 25 และผู้ติดรุนแรงเรื้อรัง (Hardcore) ร้อยละ 2 ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มหลังนี้นับว่าเป็นกลุ่มที่สร้างผลกระทบกับสังคม และอาจก่อให้เกิดความรุนแรงได้
ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข สามารถรองรับผู้เสพเข้ารับการบำบัดในการกำกับดูแลจำนวน 500,000 คน โดยใช้กลไกสถานบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ได้จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ดังนี้
1.ศูนย์คัดกรอง จำนวน 9,789 แห่ง
2.สถานพยาบาลยาเสพติด จำนวน 1,078 แห่ง
3.สถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จำนวน 60 แห่ง
4.ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม จำนวน 3,023 แห่ง
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยยาเสพติดส่วนใหญ่ยังคงไม่ตระหนักว่าตนเองเป็นผู้ป่วย และจำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดรักษา ทำให้บางส่วนยังคงอยู่ในชุมชนและมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นผู้ติดยาเสพติดและเกิดอาการทางจิตต่อไป
ผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติดกว่าครึ่งแสน - พื้นที่สีแดง 249 อำเภอ
จากข้อมูลการดำเนินงานโครงการค้นหาผู้ใช้ ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด ผู้มีอาการทางจิตและผู้ป่วยจิตเวช เพื่อนำเข้าสู่การบำบัดรักษา ตามประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบผู้เสพในชุมชนจำนวนทั้งสิ้น 520,365 คน เป็นผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด จำนวน 53,685 คน หรือร้อยละ 10.32 โดยผู้เสพที่ยังไม่เข้ารับการบำบัดรักษามีจำนวน 231,473 คน ในจำนวนผู้เสพเหล่านี้อยู่อาศัยรวมกันเป็นจำนวนมากถึง 249 อำเภอ กระจายทั่วประเทศ
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายการดำเนินงานเร่งด่วนที่เน้นการจัดการต่อผู้เสพยาเสพติดในพื้นที่ โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนและพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีปัญหาทางจิต โดยดำเนินงานเข้มข้นในพื้นที่ที่มีผู้เสพเป็นจำนวนมาก 249 อำเภอ
โดยสำนักงาน ป.ป.ส.ร่วมกับ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และสาธารณสุข จัดตั้ง “ศูนย์รักษ์ใจ ใกล้ชุมชน” เพื่อรองรับผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตในชุมชนที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงในการกลับมาติดยาเสพติดหรือมีอาการทางจิต