เนชั่นทีวี

ข่าว

ชง 5 มาตรการสกัดโกงสอบ เข้าครม. “ปกรณ์” ชี้ไล่ออกง่ายกว่าเออร์ลี่

07 ก.ค. 2569 | prisana_tha

ชง 5 มาตรการสกัดโกงสอบ เข้าครม. “ปกรณ์” ชี้ไล่ออกง่ายกว่าเออร์ลี่

ชง 5 มาตรการบอร์ด ก.พ. ปิดช่องโกงสอบ เข้า ครม. บอกน้ำตาจะไหล รับไม่ได้เห็นชุดสีกากีแก้คะแนนสอบ ชี้ถึงเวลาล้างบ้าน ไล่ออกง่ายกว่าเออร์ลี่รีไทร์

ชง 5 มาตรการบอร์ด ก.พ. ปิดช่องโกงสอบ เข้า ครม. บอกน้ำตาจะไหล รับไม่ได้เห็นชุดสีกากีแก้คะแนนสอบ ชี้ถึงเวลาล้างบ้าน ไล่ออกง่ายกว่าเออร์ลี่รีไทร์

KEY

POINTS

  • ชง 5 มาตรการป้องกันโกงสอบเข้า ครม. หลัง ก.พ. มีมติเห็นชอบแล้ว เพื่ออุดช่องโหว่และป้องกันการทุจริตสอบแข่งขันภาครัฐ
  • ตั้งคณะกรรมการเร่งสอบโกงสอบท้องถิ่น นัดประชุมครั้งแรก 8 ก.ค. 2569 ประสาน ป.ป.ท. ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมขยายผล ผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้าง และบุคคลภายนอก
  • ชี้ กสถ. ต้องรับผิดชอบหลัก ในฐานะผู้อนุมัติจัดสอบ ขณะที่กระทรวงมหาดไทยดำเนินการทางวินัย ส่วน ป.ป.ช. ป.ป.ท. และตำรวจ เดินหน้าสอบสวนทางอาญา ย้ำว่า หากพบความผิดร้ายแรงอาจใช้มาตรการ “ไล่ออก” ถือโอกาส “ล้างบ้าน” ครั้งใหญ่

7 กรกฎาคม 2569 เดินหน้าสะสาง โกงสอบท้องถิ่นปกรณ์ นิลประพันธ์” เร่งชง 5 มาตรการป้องกันทุจริตสอบ เข้า ครม. ย้ำเป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้ พร้อมนัดประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ 8 ก.ค. เดินหน้าล้างโกงสอบ ชี้หากพบผิดอาจถึงขั้น “ไล่ออก” แทนเออร์ลี่รีไทร์

 

โดย ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง 5 มาตรการป้องกันการทุจริตสอบ ว่า ขณะนี้เป็นมติของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เมื่อ ก.พ. เสร็จขั้นตอนทางเอกสารคาดว่าจะเสนอเข้ามาได้ จะพยายามทำให้เร็วที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่รับไม่ได้

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เผยเตรียมนำ 5 มาตรการปิดช่องโกงสอบ เข้าที่ประชุม ครม.

 

“ผมเป็นข้าราชการเก่า เห็นข่าวการทุจริต คนแต่งชุดสีกากีมานั่งแก้คะแนน รู้สึกเสียใจจนบอกไม่ถูก และคิดว่าเป็นเรื่องที่แย่มาก รวมถึงไม่คิดว่าสังคมจะรับเรื่องเหล่านี้ได้ ซึ่งนายกฯได้สั่งการและมอบหมายให้ผมเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ดูแลในเรื่องนี้ เพราะเข้าใจว่าผมเป็นข้าราชการเก่า รับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ และไม่มีใครรับได้

 

“เบื้องต้นจะดูในกรณีที่เป็นปัญหาของกระทรวงมหาดไทยก่อน และดูภาพรวมว่ามีปัญหาตรงไหน ทั้งตัวผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้าง และบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง ส่วนรายละเอียดต้องรอส่งมาจากกระทรวงมหาดไทย”นายปกรณ์กล่าว และว่า

ได้มอบให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หารือกับทางตำรวจ เพื่อระดมหาข้อมูลรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ และรวบรวมเข้ามาเพื่อดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการฯ นัดแรกในวันที่ 8 ก.ค. 2569 เพราะนายกฯร้อนใจ อยากจะทำให้เสร็จโดยเร็ว

 

เมื่อถามว่า สามารถขยายผลเรื่องนี้ นอกเหนือไปจากผลสอบของกระทรวงมหาดไทยที่ออกมาก่อนหน้านี้ได้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ประชุม จึงยังไม่กล้าตอบ ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด เรื่องนี้มีข่าวพูดกันมานาน แต่ยังไม่ตรวจสอบอย่างจริงจังสักที

 

“ตรงนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ล้างบ้านกันสักที บางทีเออร์ลี่รีไทร์อาจไม่ต้องใช้ แต่ใช้ไล่ออกแทนง่ายกว่า”

 

เมื่อถามว่า เมื่อคณะกรรมการฯ ตรวจสอบเสร็จและได้ข้อสรุปออกมาแล้ว จะส่งไปหน่วยงานใดต่อ นายปกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราดำเนินการจะเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ว่าเมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้จะทำอย่างไรต่อไป หากพบความผิดก็ต้องส่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ตรงนี้ ป.ป.ช. , ป.ป.ท. และตำรวจ ดำเนินการอยู่  ส่วนการดำเนินการทางวินัย ต้นสังกัดคือกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการอยู่แล้ว ขณะที่  ป.ป.ช.ดำเนินการทางอาญา ทั้งหมดช่วยกันทำอยู่

 

เมื่อถามว่า กรอบระยะเวลา 30 วัน จะเพียงพอหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า จะต้องดูข้อมูลที่เข้ามา หากไม่ทันก็จะขอขยายเวลา คล้ายกับกรณีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ซึ่งเราจะมีข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายว่าจุดบกพร่องอยู่ตรงไหน และจะปิดช่องโหว่อย่างไร และขอชี้แจงว่า เรื่องการสอบเข้าท้องถิ่น คนที่จัดสอบคือคณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งเป็นองค์กรที่ท้องถิ่นร่วมกันตั้งขึ้นมา ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ที่เป็นฝ่ายเลขานุการ คงจะหนีความรับผิดชอบ ไม่ได้

 

“แต่คนที่ต้องรับผิดชอบจริงๆ คือ กสถ. เพราะเป็นผู้อนุมัติในการจัดการสอบ และขอให้สังคมติดตามว่าทำไมจึงเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น ขอย้ำว่าในฐานะข้าราชการเก่ารับไม่ได้ เพราะแย่จริงๆ รู้สึกผิดหวังอย่างหนัก เห็นแล้วน้ำตาจะไหล”นายปกรณ์ กล่าว

 

5 มาตรการจัดการทุจริตสอบเข้ารับราชการ ที่ ก.พ. เห็นชอบ และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณา ดังนี้ 

 

1. ตัดสิทธิและขึ้นแบล็กลิสต์ (Blacklist) กำหนดให้ผู้ทุจริตสอบภาค ก. มีลักษณะต้องห้ามเข้ารับราชการ พร้อมเพิกถอนใบรับรองสอบผ่าน และหากได้รับการบรรจุไปแล้วต้องให้ออกจากระบบราชการทีนที 

 

2. โทษวินัยสูงสุด ไล่ออกสถานเดียว" ถือเป็นการผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หากถูกตั้งสอบวินัยให้สั่งพัก หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยมีบทลงโทษขั้นเด็ดขาดคือไล่ออกเท่านั้น

 

3. จัดทำฐานข้อมูลกลาง (Blacklist) รวบรวมรายชื่อผู้ทุจริตจากทุกองค์กรบริหารงานบุคคล เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางให้หน่วยงานรัฐทั่วประเทศใช้ตรวจสอบผู้สมัคร 

 

4. ให้อำนาจเพิกถอนใบรับรอง เลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจสั่งเพิกถอนใบรับรองผ่านภาค ก. ได้ทุกกรณี (ยกเว้นกรณีทุจริตสอบ ให้เสนอ ก.พ. พิจารณา)

 

5. แผนปฏิบัติการ 3 ระยะ (บูรณาการร่วมกับ ป.ป.ท, ป.ป.ช., ปปง. และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน) ประกอบด้วย 

 

  • ระยะสั้น (1 ปี) ออกหลักเกณฑ์ลักษณะต้องห้ามและบังคับใช้มาตรฐานโทษวินัย 
  • ระยะกลาง (3 ปี) ปรับการสอบภาค ก. เป็น e-Exam 100% และเปิดใช้ฐานข้อมูลกลาง ตรวจสอบผู้ทุจริต 
  • ระยะยาว (5 ปี) ออกกฎหมายอาญาเฉพาะเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการด้วยโทษรุนแรง และแก้กฎหมายให้สามารถเรียกคืนเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นๆ จากผู้ทุจริตที่ได้รับการบรรจุคืนได้เต็มจำนวน

ข่าวล่าสุด