เมื่อถามว่า ตำแหน่งใดบ้างที่อาจจะปรับลด
นายปกรณ์ ยกตัวอย่างเช่น พนักงานพิมพ์ เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรทุกคนมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือในการพิมพ์อยู่แล้ว ก็อาจจะต้องปรับลดลง รวมถึงงานธุรการ ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาได้ แต่ยืนยันว่าจะค่อยเป็นค่อยไป เพราะความสามารถในการใช้เทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงานไม่เท่ากัน
หากหน่วยงานใดมีความพร้อมก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่ไม่มีการกำหนดกรอบเวลาว่าจะทำแล้วเสร็จเมื่อใด พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่ทำในวันนี้พรุ่งนี้ แต่อาจจะใช้เวลาสักระยะ
เมื่อถามว่า โครงการนี้จะทำทุกกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานรัฐอื่นๆ ด้วยใช่หรือไม่
นายปกรณ์ ระบุว่า จะเริ่มต้นจากข้าราชการพลเรือนก่อน หากเป็นประโยชน์ก็จะขยายไปใช้ในหน่วยงานอื่นๆ เช่น ท้องถิ่น องค์การมหาชน ทหาร ตำรวจ โดยปัจจุบันทั้งทหารและตำรวจดำเนินการอยู่แล้ว
นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายชาดาไทย เศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาระบุว่า พอคนโตขึ้นไปก็เอาตำแหน่งเล็กมายุบ ให้เป็นตำแหน่งสูง จึงทำให้ตำแหน่งในระดับปฏิบัติการหายหมด บางหน่วยงานมีแต่ชำนาญการพิเศษ แต่ระดับปฏิบัติการไม่มี ดังนั้นจึงต้องปรับให้เหมาะสม
เมื่อถามว่า ได้มีการกำหนดกรอบตัวเลขเออรี่รีไทร์หรือไม่
นายปกรณ์ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยมีการหารือกับกองทุนบําเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. รวมถึงพิจารณาจากงบประมาณที่จะต้องใช้ จึงต้องดูอย่างละเอียด ซึ่งตนได้ให้ ก.พ. เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ทำงานร่วมกับกรมบัญชีกลาง กบข. และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ที่จะดูแลในเรื่องสุขภาพ เพื่อนำมาทดแทน ระบบรักษาพยาบาลในปัจจุบัน
เมื่อถามว่า หลักเกณฑ์ควรจะกำหนดอายุเออรี่รีไทร์ไว้ที่เท่าใด
นายปกรณ์ บอกว่า เดิมมีการกำหนดหลักเกณฑ์ ต้องมีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 ปีขึ้นไป หรืออายุ 55 ปีขึ้นไป แต่เมื่อพิจารณาจากทักษะการเปลี่ยนความสามารถ คนอายุ 50 ปีคงยาก แต่หากเป็นอายุ 40 ปีจะสามารถรีสกิลตัวเองได้
เมื่อถามว่า จะมีการปรับหลักเกณฑ์อายุเออรี่รีไทร์เริ่มตั้งแต่ 40 ปีใช่หรือไม่
นายปกรณ์ มองว่า ไม่ควรปิดว่าอายุเท่าไหร่ ใครขอก่อนขอหลัง และย้ำว่าจะต้องทำให้ทันภายในปีงบประมาณ 2570 ก่อนกล่าวติดตลกว่าลูกค้าเยอะ
เมื่อถามว่า ถ้าตัวเลขไม่เป็นไปตามเป้า จะมีการรีดจำนวนผู้เออรี่รีไทร์หรือไม่
นายปกรณ์ กล่าวว่า ต้องดูกันอีกที แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการบังคับ โดยจะใช้สิ่งจูงใจเป็นที่ตั้ง รวมถึงเรื่องการอัพสกิลรีสกิลเป็นตัวนำ
ส่วนแนวคิดเรื่องการปรับระบบสวัสดิการโดยเฉพาะเรื่องระบบการรักษาพยาบาลของข้าราชการนั้น
นายปกรณ์ กล่าวว่า จะเปลี่ยนมาใช้ระบบประกันสุขภาพ เข้ามาแทนสวัสดิการ รักษาพยาบาลในปัจจุบัน เพราะสามารถคุมวงเงินได้ชัดเจน ว่าในแต่ละปีจะใช้งบประมาณเท่าใด และจะเป็นการส่งเสริมธุรกิจประกันภัยภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นการเกื้อหนุนระบบเศรษฐกิจโดยรวม และจะทำให้ไทยเป็น medical hub เพราะหากระบบประกันสุขภาพดี ธุรกิจการรักษาสุขภาพก็จะดีไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะต้องพูดคุยกับกรมบัญชีกลาง คปภ. และ กบข.ไปพร้อมกัน
เมื่อถามถึงสิทธิการรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวข้าราชการ
นายปกรณ์ ระบุว่า ขอคงไว้ก่อนเนื่องจากยังไม่ได้มีการพูดคุยในรายละเอียดว่าจะเป็นอย่างไร และจะเริ่มใช้ในข้าราชการที่เข้ามาบรรจุใหม่ ส่วนข้าราชการเดิม จะเป็นตัวเลือกให้เลือกได้