เช็กสไตล์การทำงาน"เศรษฐา" ในวงล้อม "ครม.-ราชการ"
15 ก.ย. 2566 | thanita_boo

ถอดรหัสอินไซต์ "นายกฯเศรษฐา" ในคณะรัฐมนตรี สะท้อนการทำงานจากนักบริหารธุรกิจเอกชน สู่วงล้อมฝ่ายการเมือง และราชการ
การเมือง
15 ก.ย. 2566 | thanita_boo

ถอดรหัสอินไซต์ "นายกฯเศรษฐา" ในคณะรัฐมนตรี สะท้อนการทำงานจากนักบริหารธุรกิจเอกชน สู่วงล้อมฝ่ายการเมือง และราชการ
เมื่อ13 ก.ย.ที่ผ่านมา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมครม.นัดแรกอย่างเป็นทางการ
ภายหลังการประชุมครม. "นายชัย ชัยวรงค์ "โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุม ซึ่งพบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย เมื่อ "นายกฯเศรษฐา" ได้สั่งการและมอบการบ้านให้บรรดารองนายกฯ ที่สะท้อนออกมาให้ชวนคิดต่อสไตล์การทำงานของนายกฯเศรษฐา ที่แตกต่างจากผู้นำรัฐบาลคนก่อนๆ
หากถอดความจากถ้อยแถลงโฆษกรัฐบาลสรุปข้อสั่งการ นายกฯถึงผู้เกี่ยวข้องได้ดังนี้
1.เตรียมงานเฉลิมพระชนมพรรษา
มอบหมาย สำนักปลัด ฯ เตรียมความพร้อมงานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ (72 พรรษา) 28 กรกฎาคม 2567 ให้สมพระเกียรติ และขอให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยได้มอบหมายให้ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีเฉลิมฉลองฯ แน่นอนว่า นายกฯยังไม่ได้มอบหมาย สปน.ให้ใครดูแล. จะเป็น ดร.พวงเพ็ชร. ชุนละเอียด รมต.สำนักนายกฯฯหรือไม่
2. แก้ไขรธน.
มอบหมายให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้รับผิดชอบแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ โดยยึดเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ
3.ดิจิทัล วอลเล็ต 10,000 บาท
จุลพันธ์ อมรวิวิฒน์ รมช.คลัง โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) นายกรัฐมนตรีได้ให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพ และกำหนดเวลานำเสนอโดยเร็วที่สุด
4.ฟรีวีซ่า นักท่องเที่ยวเข้าไทย
มอบหมายให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดำเนินนโยบายเว้นการลงตราวีซ่าชั่วคราวสำหรับประเทศจีน และคาซักสถาน (VISA Free)
5. ซอฟท์ พาวเวอร์
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ดูแล และได้คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ กำหนดยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยยุทธศาตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรี ประธาน โดยได้มอบหมายให้นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินการต่อไปซึ่งในส่วนนี้ มีการตั้งอุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร. หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย. พันธ์ศักดิ์. วิญญรัตน์. อยู่ร่วมด้วย
6. รับมือภัยเอลนิโญ
ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ /ปลอดประสพ สุรัสวดีเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานสั่งการให้เตรียมความพร้อมสำหรับปรากฏการณ์เอลนีโญ่ (El Nino) ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง 2-3 ปีจากนี้
7.แก้ปัญหาประมง
มอบหมายให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกรรมการ และจัดตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูทะเลไทยเพื่อความยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหาของอุตสาหกรรมประมง โดยให้คำนึงถึงการบริหารทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน
8.ลดราคาพลังงาน
มอบหมายให้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำเสนอมาตรการลดราคาพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้มีผลโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจ
9.ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค
มอบหมายให้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อยกระดับโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค) โดยให้มีผลโดยเร็วที่สุด เพื่อทำให้ระบบสาธารณสุขมีความทันสมัยขึ้น มีประสิทธิภาพและคุณภาพในการดูแลประชาชนที่ดีขึ้น
10.พักหนี้เกษตรกรและแก้หนี้สินขรก.
มอบหมายให้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินนโยบายพักหนี้เกษตรกร และหนี้ของธุรกิจขนาดเล็กและกลาง (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 โดยมีกรอบระยะเวลาไม่เกิน 14 วัน เพื่อนำเสนอแนวทางการดำเนินนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งแก้ปัญหาสภาพคล่องข้าราชการ โดยให้กรมบัญชีกลางไปศึกษา การจ่ายเงินเดือนขรก.ปี67
11.ปราบผู้มีอิทธิพล ยาเสพติด คุมอาวุธปืน
อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย เพื่อให้ปัญหาผู้มีอิทธิพล อาวุธปืน ยาเสพติด และการซื้อขายตำแหน่งหมดไปอย่างเด็ดขาด จากที่เคยมีการสั่งการหลายครั้งเรื่องอาวุธปืน แต่ไม่ปรากฏผล โดยได้มอบหมายให้นาย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการจัดตั้งทีมทำงาน และกำหนดเวลาการนำเสนอโดยเร็วที่สุด
12.คุมเข้มเงินนอกงบประมาณ
นายกฯสั่งการ กรณีงบดูงานให้มีความจำเป็น ลดขนาดขบวนเดินทางนายกฯ และผู้ติดตามเพื่อให้มีผลกระทบกับประชาชนในทุกท้องที่ให้น้อยที่สุด
หากพิจารณาจากข้อสั่งการนายกฯในการประชุมครม.นัดแรก ต่อบรรดารองนายกฯ พบว่า มีรองนายกฯที่หายไป จากทั้งหกท่าน ที่ไม่ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญใดเลย หรือนายกฯลืมไปหรือเปล่า ว่ายังมีรองนายกฯถึงหกคน นั่นคือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.ทรัพยากรฯ จากค่ายพลังประชารัฐ เช่นเดียวกับ สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯจากพรรคเพื่อไทย ไม่ได้รับข้อสั่งการ หรือมอบหมายงานใด
ขณะที่รองนายกฯถูกสั่งการมากที่สุด กับกลายเป็น"เสี่ยอ้วน" ภูมิธรรม รองนายกฯเบอร์1 ที่นอกจากเป็นรองนายกฯ ยังเป็นรมว.พาณิชย์ต้อง ทำหน้าที่ค้าขายทั้งในและต่างประเทศ แต่กลับต้องมาดูแลปัญหาแรงงานประมง- แก้ไขรธน.- รวมไปถึงปัญหาภัยพิบัติ ดูแล้วก็มึนๆงงเล็กน้อย
การมอบหมายงานตามข้อสั่งการ ชนิดที่รองนายกฯ คนใดคนหนึ่ง รับเผือกร้อน แบบไม่ทั่วถึง อาจเป็นเพราะความไว้ใจในทางการเมืองที่เป็นแกนหลักของพรรค แต่ขณะเดียวกัน นายกฯยังไม่ได้มีคำสั่งนายกแบ่งงานให้รองนายกฯทั้งหกอย่างเป็นทางการ บางรายยังไม่แน่ชัดจะกำกับดูแลนโยบาย หน่วยงานใดชัดเจน ภารกิจเริ่มแรกจากการประชุมครม.นัดแรก ข้อสั่งการแรกๆจึงต้องออกมาสภาพนี้ไปก่อน ทั้งถูกคนถูกงาน และไม่ตรงคนไม่ตรงานตามความรับผิดชอบ
ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐาเคยให้สัมภาษณ์สื่อ"ไม่จำเป็นต้องมีครม.เศรษฐกิจ" ซึ่งดูจะแตกต่างกับครม.ในอดีต ที่มีการตั้งครม.เศรษฐกิจ ดูแลกำกับงานเป็นการเฉพาะ
บางยุคมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเข้าครม. โดยแยกให้รองนายกฯ แต่ละคน เป็นประธาน. ดูแลเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง ทบวง กรม. ที่ตนกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง
แต่สำหรับ"เศรษฐา"ในฐานะนายกฯ เมื่อไม่ปรารถนาจะตั้งครม.เศรษฐกิจ หรือ คณะกรรมการอะไรให้ซับซ้อน ก็อาจสะท้อนถึงบุคลิกการทำงานแบบผู้บริหารภาคธุรกิจเอกชนด้วยการมอบหมายสั่งการ กำหนดระยะเวลาให้แล้วเสร็จ ชัดเจน ให้ผู้ใต้บังคับบัญชากลับมารายงานผลลัพธ์ของงานว่าเสร็จเรียบร้อยตามข้อสั่งการเบื้องต้นหรือไม่ ดังปรากฎข้อสั่งการนายกฯที่มีถึงรองนายกฯ และรมต.ข้างต้นที่มีการระบุไปด้วยว่า ให้ดำเนินการโดยเร็ว ภายในกี่วัน และมารายงานความคืบหน้า
อีกทั้งการตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาศึกษาเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำให้เกิดกระบวนการล่าช้า ตามสไตล์ระบบราชการ ต้องเรียกเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เสร็จแล้วต้องผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ซึ่งไม่ใช่สไตล์การทำงาน ของอดีตผู้นำภาคธุรกิจเอกชนที่ชื่อเศรษฐา
ดังจะเห็นว่าในการประชุมครม.เมื่อวานนี้ นายกฯเศรษฐา ได้สั่งการให้ตรวจคำสั่งการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ในรัฐบาลที่ ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีถึง 174 คณะ หากคณะใดไม่มีความจำเป็นก็ต้องยุบเลิกโดยให้เวลาทำงานไปก่อนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 จากนั้นก็คงต้องเข้าเครื่องกิโยติน ตัดออกไป
หรือเช่นเดียวกับการสั่งการเลขาธิการนายกฯให้ไปตรวจดูคำสั่งคสช.ที่ยังหลงเหลือ ให้เตรียมนำเขาครม.สัปดาห์ถัดไป เพื่อออกมติครม.ยกเลิกคำสั่งคสช.นั้น ตรงนี้ต้องการสะท้อนความเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยให้มากที่สุดไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำสั่งคสช.
ทั้งหมดนี้ เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นรูปแบบสไตล์การทำงานของนายกฯเศรษฐา จากนักบริหารธุรกิจเอกชน เมื่อมาอยู่ในวงล้อมฝ่ายการเมือง และราชการ จะบริหารจัดการตามสไตล์ตนเองให้บรรลุผลสำเร็จได้หรือไม่ งานนี้ต้องติดตาม