ภาค ปชช. กระทุ้ง "นายกฯ" ฟังข้อมูลรอบด้าน ก่อนเดินหน้า "บิ๊กโปรเจค" ผันน้ำโขง
10 ก.ย. 2566 | titayu_pur

เครือข่ายชาวบ้านอีสาน กระทุ้ง "นายกฯ" ฟังข้อมูลรอบด้าน ก่อนเดินหน้า "บิ๊กโปรเจค" ผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล แนะศึกษาความล้มเหลวโครงการเดิมก่อน
การเมือง
10 ก.ย. 2566 | titayu_pur

เครือข่ายชาวบ้านอีสาน กระทุ้ง "นายกฯ" ฟังข้อมูลรอบด้าน ก่อนเดินหน้า "บิ๊กโปรเจค" ผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล แนะศึกษาความล้มเหลวโครงการเดิมก่อน
10 กันยายน 2566 ถือว่า ได้รับการตอบรับจากภาคประชาชน และภาคส่วนต่าง ๆ เป็นอย่างมาก สำหรับภารกิจการ ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น , อุดรธานี , หนองคาย ของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 - 9 ก.ย. ที่ผ่านมา
โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่ นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชม เขื่อนอุบลรัตน์ พบปะประชาชน ที่อยู่ในและอยู่นอกพื้นที่ชลประทาน เพื่อพูดคุยประเด็น ปัญหาภัยแล้ง ผลกระทบจาก "เอลนีโญ" พื้นที่ทำกินและการบริหารจัดการน้ำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
ซึ่ง นายเศรษฐา ได้กล่าวว่า รัฐบาลนี้้น้ำต้องไม่ท่วม ไม่แล้ง พร้อมเล็งผุด "โครงการโขง-เลย-ชี-มูล แก้ปัญหาภัยแล้งในภาคอีสาน" ในขณะที่เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำโขง ให้ความเห็นว่า การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้ จะต้องศึกษาให้รอบด้าน หวั่นได้ไม่คุ้มเสียเหมือนบทเรียน "โครงการโขง ชี มูล" ที่ผ่านมา
นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำโขง กล่าวว่า การลงพื้นที่ของนายกฯ ในการดูปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งอาจจะมีนักการเมืองในพื้นที่ พานายกฯ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปดูสถานการณ์
สิ่งที่พบคือ ปริมาณน้ำในเขื่อนมีน้อย มีการกักเก็บน้ำที่น้อยลง สาเหตุหนึ่งเกิดจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นำไปสู่การทำให้ปริมาณน้ำฝนลดลง นี้เป็นข้อเท็จจริง ที่ตนคิดว่า มีข้อมูลเชิงสถิติอยู่แล้ว จึงมองว่า การที่หน่วยงานรัฐ หรือนายกรัฐมนตรี ที่ลงมาพื้นที่ แล้วพูดว่า ต้องผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสาน
โดยอ้างว่า เป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เดินหน้าผลักดัน "โครงการผันน้ำ โขง เลย ชี มูล" ที่จะผันน้ำมาจากแม่น้ำโขง ด้วยการทำท่อสูบน้ำ ขึ้นมาจากแม่น้ำโขง ในพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย แล้วก็มาที่ อ.สุวรรณคูหา มาต่อที่ อ.เมืองหนองบัวลำภู อ.โนนสัง และ อ.อุบลรัตน์ จากนั้นมาลงที่เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เส้นทางหลายร้อยกิโล นั้น นี่คือ โครงการผันน้ำโขงเลย ชี มูล ที่เคยวางแผนไว้
นายสุวิทย์ กล่าวว่า ประเด็นที่คณะทำงานครือข่าย ของภาคประชาชน ปกป้องแม่น้ำโขงอีสาน ลงพื้นที่ศึกษาเส้นทางตามแผน "โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล" พบว่า
1.หน่วยงานรัฐไม่ได้ทบทวนว่าจริง ๆ แล้วปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง มีเพียงพอหรือไม่ที่จะสูบเข้ามา
2. ความคุ้มค่าของโครงผันน้ำ โขง เลย ชี มูล ที่จะเกิดขึ้น มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่
3.การเข้าถึงการใช้น้ำ ที่เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างชาวบ้าน ต่อการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะน้ำที่อยู่ใต้เขื่อน พอน้ำแล้ง หน่วยงานภาครัฐ ก็บอกชาวบ้านให้หยุดทำนาก่อน อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน แต่สิ่งสำคัญก็คือ เราไม่เคยพูดถึงการเข้าถึง การใช้น้ำทั้งหมดว่า มีความเท่าเทียมกันหรือไม่
อีกประเด็นคือ โครงการผันน้ำ โขง เลย ชี มูล สิ่งที่ศึกษาและพบเห็นมาตลอด แม้แต่ในรายงานของคณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็มีคือ
1.ให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ชะลอการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทบทวนความจำเป็นและเหมาะสม ในการดำเนิน โครงการบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ทุกระยะ โดยมอบหมายให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมชลประทาน ประสานให้เกิดการประชุมร่วมกัน ระหว่างคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล องค์กรผู้ใช้น้ำ ประชาชนผู้ใช้น้ำในพื้นที่ทั้ง 3 ลุ่มน้ำ
รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสีย และที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการ เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือ และทบทวนความจำเป็นเหมาะสม ในการดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในการเสนอทางเลือก การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหา และวิถีชีวิตวัฒนธรรม การใช้น้ำในพื้นที่ของตน ภายใต้การสนับสนุนข้อมูลอย่างรอบด้าน ที่เพียงพอต่อการให้ข้อเสนอแนะ และความเห็นก่อนการตัดสินใจ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการทบทวนภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งรายงานผลการตรวจสอบนี้
2.ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เร่งรัดการจัดทำผังน้ำ และทบทวนผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ของลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วม ตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561
ทั้งนี้ เพื่อให้คณะกรรมการลุ่มน้ำ องค์กรผู้ใช้น้ำ ผู้มีส่วนได้เสีย และประชาชนผู้ใช้น้ำ ได้มีส่วนร่วมอย่างครบถ้วน และเพื่อให้การกำหนดเป้าหมาย การพัฒนาด้านทรัพยากรน้ำ สอดคล้องกับความต้องการ ภูมินิเวศ วัฒนธรรม จารีตประเพณี และวิถีชีวิตของประชาชนแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน
3.ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พัฒนาหลักเกณฑ์การพิจารณา เกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยนำหลักการและกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้ใช้น้ำ องค์กรผู้ใช้น้ำ คณะกรรมการลุ่มน้ำ และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาเป็นแนวทางประกอบการให้ความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ
นายสิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน กล่าวว่า การลงพื้นที่ภาคอีสาน ของนายกฯ มองว่า ก็เป็นแค่เพียงพิธีกรรม เพื่อมาผลักดัน โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ถ้าเรามองถึงเส้นทาง การลงพื้นที่ครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่บทเรียน การจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง ที่ผ่านมา ของ โครงการโขง ชี มูล เป็นโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ ของรัฐบาลไทยเมื่อ 30 ปี ก่อน
บทเรียนกรณีเขื่อนราษีไศล เขื่อนหัวนา แม่น้ำมูน เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร แม่น้ำชี จนถึงวันนี้โครงการ โขง ชี มูน ไม่เป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจกล่าวอ้างไว้ว่า จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในภาคอีสาน เพราะการรวมศูนย์ อำนาจการจัดการน้ำ อำนาจการตัดสินใจทางนโยบาย ถูกกำหนดอยู่ภายใต้ผู้มีอำนาจ ที่ไม่ได้เข้าใจภูมินิเวศ ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ทุกพื้นที่ที่มีการดำเนินโครงการ
ประชาชนกลับได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน เช่น การถูกอพยพโยกย้ายออกจากถิ่นฐานบ้านเกิด การสูญเสียที่ดินทำกิน น้ำท่วมขังพื้นที่ ทำการเกษตรยาวนาน การสูญเสียอาชีพประมงพื้นบ้าน การพังทลายของระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ดินเค็มแพร่กระจาย ผลกระทบที่เกิดยังทำลายโครงสร้างทางชุมชน ตลอดจนยังทำลาย ระบบสิทธิการจัดการทรัพยากรแบบดั้งเดิม ปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น ได้สร้างความขมขื่น ต่อประชาชนลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูนกัน
จึงอยากเสนอต่อนายกฯ ให้แก้ไขปัญหา จาก โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น โครงการโขง ชี มูล เดิม ให้เสร็จสิ้นเป็นรูปธรรม และขอให้ยุติ โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล เพราะไม่ใช่คำตอบ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่จะใช้งบประมาณมหาศาล และอาจจะไม่คุ้มค่าการลงทุน และอาจจะส่งผลกระทบ ต่อวิถีชีวิตชุมชน ระบบนิเวศน์ เหมือน โครงการโขง ชี มูล ที่ผ่านมา ไม่ใช่ฟังแต่นักการเมือง และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง แล้วกำหนดนโยบายขนาดใหญ่ มายัดเยียดให้กับชาวบ้าน