"ทวี สอดส่อง"ย้ำถึงเวลาต้องฟื้นหลักนิติธรรมให้เข้มแข็ง
09 ก.ย. 2566 | chairat_pat

"ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ" ฝากข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ ทำอย่างไรจะยุติการฟ้องปิดปากประชาชน ขณะที่ "ทวี สอดส่อง" ย้ำจำเป็นต้องฟื้นฟูหลักนิติธรรมให้เข้มแข็ง
การเมือง
09 ก.ย. 2566 | chairat_pat

"ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ" ฝากข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ ทำอย่างไรจะยุติการฟ้องปิดปากประชาชน ขณะที่ "ทวี สอดส่อง" ย้ำจำเป็นต้องฟื้นฟูหลักนิติธรรมให้เข้มแข็ง
9 กันยายน 2566 "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" รมว.ยุติธรรม ได้เดินทางมาร่วมรับฟังความเห็นในงานแถลงข่าว "ข้อเสนอจากผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ถึงรัฐบาลใหม่ ทำอย่างไรจะยุติฟ้องปิดปากประชาชน" จัดโดย Protection International (Pi) ณ ห้องประชุม Trophy room ชั้น 1 โรงแรมไอบิส รัชดา
ทั้งนี้ ภายในงานดังกล่าว ได้มีการเปิดรายงานตัวเลขและสถิติของผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากคดีฟ้องปิดปากภายใต้ชื่อรายงาน "ปิดปากความยุติธรรม การต่อสู้กับการฟ้องคดีปิดปาก และการโจมตีอย่างเป็นระบบต่อผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย" โดย น.ส.ปรานม สมวงศ์ และ น.ส.สุธีรา เปงอิน จากโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวสรุป
"นางอังคณา นีละไพจิตร" อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) กล่าวว่า คดีที่ตนถูกฟ้องถือเป็นเหมือนคดีประวัติศาสตร์ การฟ้องกลั่นแกล้งในประเทศไทย เป็นที่คดีธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยเริ่มที่บริษัทอุตสาหกรรมฟาร์มไก่ฟ้องแรงงานข้ามชาติที่เป็นลูกจ้าง 14 คน ฟ้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน นักวิชาการ รวมถึงอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งสิ้น 22 คน รวม 37 คดี
ทั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างมากในช่วงที่รัฐบาลไทย ประกาศแผนปฏิบัติการชาติเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 (NAP 2 ) และประกาศให้ความสำคัญกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่กลับพบว่าการฟ้องคดีกลั่นแกล้ง หรือฟ้องปิดปากมากขึ้น และไม่มีแนวโน้มลดลง และขอเรียกว่าเป็นการฟ้องทิพย์ คือ ฟ้องที่ไม่ได้หวังผลเรื่องความยุติธรรม แต่เพื่อยับยั้งการทำงานและลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้ถูกฟ้อง อีกทั้ง ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ทำให้หวาดกลัว ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและด้านจิตใจด้วย ส่วนแผน NAP 2 ขอเรียกว่าเป็นแผนทิพย์ เพราะยังไม่มีกลไกในการคุ้มครองที่แท้จริง
"อยากเห็นความจริงใจของรัฐบาลใหม่ ในการยุติการฟ้องปิดปากประชาชน และอยากเห็นการแก้ปัญหาโดยประชาชน ที่สำคัญรัฐไม่ควรมองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นศัตรู หรือเป็นพวกที่คอยต่อต้าน ถ้าประชาชนไม่เดือดร้อน คงไม่มีใครมาเรียกร้องอะไร" นางอังคณา กล่าว
ด้าน "น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว" สส.ปทุมธานี พรรคก้าวไกล กล่าวว่า กฎมายปิดปากในกลไกของรัฐสภา เมื่อครั้งรัฐบาลชุดเดิม ทางพรรคได้มีการยื่นกฎหมายแก้ไขเข้าสู่รัฐสภา แต่สุดท้ายก็ถูกตีตกไป และยืนยันว่าจะเดินหน้ายื่นต่อรัฐสภา เพื่อแก้ไขกฎหมายเหล่านี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีการทางแพ่งและอาญา กฎหมายอาญา มาตรา 112 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 116 กรณียุยงปลุกปั่น ที่ควรยกเลิกโทษหนัก จากจำคุก 7 ปี เหลือ 3 ปี
"พรรคก้าวไกลมีแนวคิดเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม โดยเบื้องต้นเน้นไปที่ประชาชนนักต่อสู้ที่ถูกดำเนินคดี เป็นสำคัญ ไม่รวมกับเจ้าพนักงานที่กระทำความผิด ยืนยันการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ ไม่ใช่การเหมาเข่งเหมือนครั้งที่ผ่านมา ซึ่งตรงนี้ทางพรรคจะมีการพูดคุยอีกครั้ง ก่อนเสนอเป็นร่างกฎหมายต่อไป" น.ส.ชลธิชา กล่าว
ขณะที่ "น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิชย์" สส.กรุงเทพ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การออกมาเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงเป็นเรื่องที่ได้รับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับมีการฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาท ดังนั้น ถ้ามีกฎหมายสามารถคุ้มครองสิทธิเสรีภาพได้ ก็จะทำให้สามารถดำเนินการในสิ่งที่อยากบอกกับสังคมได้อย่างสบายใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม จะนำปัญหาเหล่านี้เข้าสู่สภาต่อไปทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยการเสนอกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และผลักดันกองทุนยุติธรรมให้เกิดผลจริงๆ ซึ่งจะต้องช่วยกันขับเคลื่อนต่อไป และเห็นด้วยว่าต้องเริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยที่เห็นพ้องว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาต้องแก้ไข และต้องมี ส.ส.ร.จากประชาชนมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ "นายเศรษฐา ทวีสิน" นายกรัฐมนตรี ประกาศไว้ เชื่อว่าอนาคตน่าจะแตกต่างจากในอดีต เพราะการลิดรอนสิทธิ์เกิดขึ้นในช่วงรัฐประหาร แต่ขณะนี้มีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้น จึงมั่นใจว่าเสียงประชาชนจะถูกรับฟังมากกว่าในอดีต
สำทับด้วย "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ซึ่งปัจจุบันยังขาดกลไกเรื่องการคุ้มครองและช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม โดยในส่วนของ 570 คดี ก็จะไปติดตามโดยให้ความยุติธรรม วันนี้ (9ก.ย.) คงไม่ได้มาแสดงนโยบายอะไร เพราะต้องรอแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 11-12 ก.ย.นี้ก่อน
สำหรับเรื่องท้าทายของรัฐบาล คือ การฟื้นฟูหลักนิติธรรมให้เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และมีความโปร่งใส เพราะหลักนิติธรรม คือ การจำกัดอำนาจของรัฐบาล รวมทั้งการปราศจากคอร์รัปชันก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่พร้อมรับฟังนักปกป้องสิทธิ์ทั้งหมด และมีแผนปฏิบัติการต่อไปโดยให้มีประชาชนมีส่วนร่วม