เนชั่นทีวี

การเมือง

"รัฐบาลผสม" โจทย์ยาก ผสานนโยบายและการรักษาดุลย์อำนาจ อยู่ได้นานแค่ไหน

31 ส.ค. 2566 | สุรชาติ บำรุงสุข

"รัฐบาลผสม" โจทย์ยาก ผสานนโยบายและการรักษาดุลย์อำนาจ อยู่ได้นานแค่ไหน

รัฐบาลเศรษฐา 1 มีจำนวนเสียงมากถึง 314 เสียง แต่นั่น คือ ภาพภายนอกจากตัวเลขคณิตศาสตร์จำนวนมาก ขณะที่ภายในล้วนก่อเกิดจากการรวมหลายพรรคที่มีนโยบายคนละทิศคนละทาง เป็น"รัฐบาลผสม" ท่ามกลางคำถามความสั่นคลอนจะอยู่ยาวนานหรือไม่

"การรักษารัฐบาลผสมไม่ให้แตกแยก จนชีวิตของรัฐบาลต้องจบลงก่อนเวลานั้น จึงถือเป็น "ความสามารถที่สำคัญ" ของนายกรัฐมนตรีและพรรคแกนนำ" 

หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมือง เราจะเห็นปัญหาประการหนึ่งที่สำคัญในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลของประเทศไทย คือ การเป็น "รัฐบาลผสม" จนอาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลผสมคือความเป็นจริงของการเมืองไทย ซึ่งอาจจะต้องยอมรับความจริงในอีกด้านว่า ธรรมชาติของการเมืองไทยไม่ใช่การเมืองใน "ระบบ 2 พรรค" และโอกาสที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะชนะการเลือกตั้งแบบ “ถล่มทลาย” จนนำไปสู่การจัดตั้ง "รัฐบาลแบบพรรคเดียว" นั้น อาจไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปได้โดยง่ายแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม การเมืองของรัฐบาลผสมมี "ความเปราะบาง" ที่เป็นความท้าทายสำคัญเสมอ ได้แก่ 

1) ความเป็นรัฐบาลผสม คือการผสมผสานที่จะต้องทำให้นโยบายออกมาเป็นหนึ่งเดียว เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการบริหารงานของรัฐบาล แน่นอนว่าการทำเช่นนี้ไม่ง่าย

2) การขับเคลื่อนนโยบายอาจต้องเผชิญกับ "การแข่งขันทางด้านนโยบาย” ระหว่างพรรคร่วม แม้จะเป็นรัฐบาลเดียวกัน แต่ทุกพรรคต่างต้องการผลตอบแทนทางการเมืองจากนโยบาย หรือเกิดภาวะ "รัฐบาลเดียว แต่คนละพรรค" อันเป็นปมปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาลผสมในตัวเอง

"รัฐบาลผสม" โจทย์ยาก ผสานนโยบายและการรักษาดุลย์อำนาจ อยู่ได้นานแค่ไหน

3) การประสานผลประโยชน์ของความเป็นรัฐบาลผสม เป็นสิ่งที่จะต้องทำให้ได้อย่างลงตัวมากที่สุด เพราะเป็นจุดเปราะบางที่สำคัญของอนาคตรัฐบาล และอาจนำไปสู่การไร้เสถียรภาพของรัฐบาลผสมนั้นด้วย

4) นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำคนสำคัญในการขับเคลื่อนรัฐบาลผสม ที่ต้องทำให้รัฐบาลผสมเดินไปอย่างมีเอกภาพ และมีความขัดแย้งน้อยที่สุด 

5) การควบคุมทิศทางนโยบายของความเป็นรัฐบาลผสมที่จะต้องเดินไปข้างหน้าร่วมกันตลอดอายุขัยของรัฐบาล เป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลผสมทั่วโลก

"รัฐบาลผสม" โจทย์ยาก ผสานนโยบายและการรักษาดุลย์อำนาจ อยู่ได้นานแค่ไหน

ข้อสังเกตในทางทฤษฎีเช่นนี้ สะท้อนผ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างน่าสนใจ ดังจะเห็นถึงเงื่อนไขของรัฐบาลผสม 4 ชุด ดังนี้

- รัฐบาลผสมจอมพลถนอม กิตติขจรในปี 2512 สิ้นสุดลงด้วยความไร้เอกภาพ และจบด้วยการทำรัฐประหารตัวเองในปี 2514

-  รัฐบาลผสม ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี 2518 สิ้นสุดลงด้วยปัญหาความขัดแย้งในรัฐบาล  และประกาศยุบสภาในปี 2519

- รัฐบาลผสมนายชวน หลีกภัย ในปี 2535 ประสบปัญหาความแตกแยกในพรรครัฐบาล และความแตกแยกระหว่างพรรคร่วม นำไปสู่การประกาศยุบสภาในปี 2538

-  รัฐบาลผสมนายบรรหาร ศิลปอาชา ในปี 2538 มีความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และประกาศยุบสภาในปี 2539

ตัวอย่างของการเมืองไทยใน 4 ช่วงสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของรัฐบาลผสม ที่ไม่แตกต่างกัน โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วม จนทำให้เกิดปัญหาเอกภาพของรัฐบาล

อีกนัยหนึ่งคือ นายกรัฐมนตรีไม่สามารถควบคุมการเมืองให้เดินต่อไปได้ และสุดท้ายแล้วจบลงด้วยการสิ้นสุดของรัฐบาลด้วยการประกาศยุบสภา ยกเว้นรัฐบาลจอมพลถนอมที่ใช้การรัฐประหารเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความแตกแยกของรัฐบาล 

ว่าที่จริงแล้ว ตัวแบบรัฐบาล 4 ชุดชี้ให้เห็นถึงสภาวะของความเป็น "รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ" เพราะพรรคแกนนำควบคุมทิศทางการเมืองไม่ได้ และมีจุดจบไม่แตกต่างกันคือ รัฐบาลสิ้นสภาพและต้องยุบสภา

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลผสมจะอยู่รอดได้นาน ต่อเมื่อพรรคแกนนำมีความเข้มแข็ง และสามารถควบคุมความสัมพันธ์ในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลได้ และจะดำรงอยู่ได้จนเกือบตามวาระของรัฐบาล เช่น รัฐบาลชวน 2 ในปี 2540 ที่แม้จะมีวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาภายในพรรคร่วม แต่รัฐบาลยังควบคุมการเมืองได้ หรือรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ในปี 2562 ที่พลเอกประยุทธ์สามารถควบคุมการเมืองและปัญหาของพรรคร่วมที่เกิดไว้ได้โดยตลอด และไม่นำไปสู่ภาวะแตกหักของรัฐบาล แม้จะมีปัญหาภายในรัฐบาลอย่างมากก็ตาม 

เราอาจเรียกภาวะนี้ว่าเป็น "รัฐบาลผสมที่เข้มแข็ง" โดยที่พรรคหลักสามารถนำพารัฐบาลผสมผ่านปัญหาต่างๆ ไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องยุบสภาก่อนหมดวาระตามปกติ ฉะนั้น การรักษารัฐบาลผสมไม่ให้แตกแยก จนชีวิตของรัฐบาลต้องจบลงก่อนเวลานั้น จึงถือเป็น "ความสามารถที่สำคัญ" ของนายกรัฐมนตรีและพรรคแกนนำ 

ในการจัดตั้งรัฐบาลผสม 2566 ที่นำโดยพรรคเพื่อไทย มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงอำนาจการต่อรองในความเป็นพรรคหลักอย่างมาก หลายฝ่ายมีมุมมองไม่แตกต่างกัน และมีความรู้สึกที่คล้ายกันว่า พรรคเพื่อไทยชนะด้วยเสียงที่มากกว่าพรรคร่วมอื่นๆ แต่กลับมีท่าทีประนีประนอมแบบ "ศิโรราบ" อย่างไม่น่าเชื่อ จนเสมือนอำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยลดต่ำลงอย่างชัดเจน

ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดความกังวลถึง อำนาจของพรรคแกนนำที่ลดลง ซึ่งถือเป็นสัญญาณถึงการเป็น "รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ" อันเท่ากับเป็นการบ่งบอกว่า อนาคตของรัฐบาลผสมเช่นนี้จะต้องเผชิญกับความท้าทาย การต่อรอง และแรงกดดันที่มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกลายเป็นคำถามประจำวันว่า รัฐบาลผสมชุดนี้จะมีอายุยืนยาวเท่าใด

อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับในการเมืองไทยปัจจุบันว่า "พลเอกประยุทธ์" เป็นตัวอย่างของผู้นำที่สามารถควบคุมความเป็นรัฐบาลผสม ไปจนถึงจุดสุดท้ายด้วยการเลือกตั้งใหม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าเช่นนั้น “รัฐนาวาเศรษฐา” จะฝ่าคลื่นลมแรงได้เช่น "รัฐนาวาประยุทธ์" หรือไม่?

"รัฐบาลผสม" โจทย์ยาก ผสานนโยบายและการรักษาดุลย์อำนาจ อยู่ได้นานแค่ไหน

ข่าวล่าสุด