สภาวะที่เกิดขึ้นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึง “มรดกอำนาจนิยม” ที่เป็นผลสืบเนื่องจากการรัฐประหาร 2557 และเมื่อกลไกรัฐธรรมนูญและวุฒิสมาชิกได้ทำภารกิจในการจัดการกับฝ่ายค้าน ด้วยการทำให้ “รัฐบาลผสมของพรรคฝ่ายค้าน” ต้องประสบปัญหาอย่างมาก ดังเช่นที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว
ต่อจากนั้น กลไกอีกส่วนที่จะทำหน้าที่ต่อมาคือ “พรรคทหาร” ที่มีทั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จะต้องก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้ได้ โดยอาจจะชักจูงให้วุฒิสภายอมรับการจัดตั้ง “รัฐบาลผสมฝ่ายค้าน/ฝ่ายรัฐบาล” หรือด้วยการบีบให้ต้องรวมเสียงในสภาล่างให้ได้มากด้วยการดึงพรรคทหารเข้าร่วม เพื่อที่จะก้าวข้าม “จำนวนมือ” ของวุฒิสมาชิกให้ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพรรคฝ่ายค้านคือ พรรคเพื่อไทยที่เข้ามาเป็น “แกนนำ” ในการจัดตั้งรัฐบาล และมีท่าทีในแบบยอม “หลับตา” เอาพรรคทหารเข้าร่วม ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก และการ กระทำเช่นนี้อาจมีราคาแพงที่ต้องจ่ายอย่างมากด้วย เพราะการกำเนิดของ “รัฐบาลผสมพรรคฝ่ายค้าน/พรรคทหาร” จะกลายเป็นปัญหาในตัวเองกับพรรคเพื่อไทยในอีกแบบ และอาจเป็นปัจจัยที่ทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทยในการเป็นพรรคใน “สายประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นจุดขายที่สำคัญประการหนึ่งของพรรคมาโดยตลอด
ในอีกด้านหนึ่งเราคงต้องยอมรับความจริงว่า การเมืองที่ถูกแบ่งฝ่ายในบริบทของสังคมไทยนั้น เห็นถึงความชัดเจนในการต่อสู้ระหว่าง “พรรคฝ่ายค้าน vs พรรคทหาร” และพรรคฝ่ายค้านหาเสียงบนความเชื่อมโยงกับการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย
ขณะเดียวกันก็ต่อต้านรัฐบาลทหารที่สืบทอดอำนาจ และการสืบทอดอำนาจเช่นนี้ มีพรรคทหารเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ หรืออาจกล่าวได้ว่า พรรคทหารคือ “เสาค้ำ” ของ “ระบอบประยุทธ์” ที่ทำให้ผู้นำรัฐประหารเดิมยังคงมีอำนาจได้ต่อไปอีกหลังการเลือกตั้ง 2562 จนถึงปัจจุบันนั่นเอง
ดังนั้น 4 ปีของการต่อสู้ในระบบรัฐสภา จึงเป็นภาพของการต่อสู้ระหว่างพันธมิตรของพรรคที่ประกาศตัวอยู่ในสายของ “ปีกประชาธิปไตย” กับพรรคอีกส่วนที่รวมกัน โดยมี “พรรคทหาร” เป็นแกนกลาง ซึ่งการต่อสู้เช่นนี้ทำให้เกิด “พันธมิตรพรรคฝ่ายค้าน” ตั้งแต่ก่อน จนมาถึงหลังเลือกตั้ง และเป็นความคาดหวังของผู้คนในสังคมที่ไม่ตอบรับกับรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจว่า พรรคในปีกนี้จะเป็นทางเลือกของการสร้าง “การเมืองใหม่” ที่จะทำให้ “ระบอบทหารแปลงรูป” ที่ทำหน้าที่สืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหารนั้น ถึงจุดสิ้นสุด…
แน่นอนว่า ผู้คนที่ไม่ตอบรับกับ “ระบอบประยุทธ์” ไม่ว่าจะอยู่ใน “สีการเมือง” อะไรก็ตาม มีความหวังในเรื่องนี้อย่างมาก และผลการเลือกตั้งเป็นคำตอบที่ชัดเจนในตัวเองว่า คนไม่เอา “ระบอบ 3 ป.”… ไม่เอามรดกของ “ระบอบประยุทธ์” หรือโดยนัยสำคัญคือ คนในสังคมจำนวนมากอยาก “ล้าง” มรดกระบอบรัฐประหาร” นั่นเอง
ความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งที่ 2 ของทางพรรคเพื่อไทย ย่อมไม่ใช่เรื่องผิดที่พยายามจะดึงพรรคต่างๆ เพราะในเงื่อนไขของความเป็นรัฐบาลผสม จะต้องหาทางดึงพรรคการเมืองอื่นให้เข้ามาร่วมให้ได้ เพื่อเอาชนะอุปสรรคจากการออกเสียงของวุฒิสภา แต่เมื่อเกิด “ภาพสุดขั้ว” ที่เห็นการเปิดตัวของพรรครวมไทยสร้างชาติ และตามมาด้วยพรรคพลังประชารัฐ ทำให้ถูกตีความว่า ภาพนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสูตร “รัฐบาลผสมพรรคฝ่ายค้าน/พรรคทหาร”
หลายฝ่ายที่ต่อสู้กับ “ระบอบประยุทธ์” มา ย่อมรู้สึกว่า ทางเลือกของการจัดตั้ง “รัฐบาลผสมใหม่” เช่นนี้ อาจเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ โดยเฉพาะ ผู้นำพรรคทหาร โดยเฉพาะในกรณีของรวมไทยสร้างชาติคือ ผู้นำการทำรัฐประหารในการล้มรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยในปี 2557 … การจัดตั้งรัฐบาลผสมครั้งนี้คือ “โจทย์ที่ยากที่สุด” ของพรรคนับตั้งแต่การกำเนิดของพรรคไทยรักไทย
อย่างน้อย หลายฝ่ายที่ร่วมในการต่อต้าน “ระบอบรัฐประหาร” ที่แปรรูปเป็น “ระบอบประยุทธ์” หลังการเลือกตั้ง 2562 นั้น ย่อมไม่ต้องการเห็นการ “ผสมพันธ์ุใหม่” ที่ทำให้ระบอบเดิมอยู่ต่อไปได้ แม้จะไม่มีการอยู่ของตัวบุคคลที่เป็นผู้นำรัฐประหารแล้ว แต่พรรคทหารก็คือ ตัวสัญลักษณ์ของความเป็นตัวแทนระบอบนี้ที่ชัดเจน
ถ้าคำตอบของ “รัฐบาลผสมพันธ์ุใหม่” คือ การเข้าร่วมของพรรคทหารแล้ว อาจทำให้ถูกตีความว่าเป็นเสมือนหนึ่ง “ระบอบประยุทธ์” ได้เชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งหลายคนที่เคยร่วมต่อสู้กันมาย่อมอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า การตัดสินใจเช่นนี้คือ การ “ทำลายความน่าเชื่อถือ” จนอาจกลายเป็น “วิกฤต” ของพรรคเพื่อไทยในอนาคตหรือไม่ เพราะสังคมยังต้องการเห็นพรรคเพื่อไทยเป็น “เสาหลักประชาธิปไตย” ที่แข็งแรงเสาหนึ่ง
การตั้งรัฐบาลผสมครั้งนี้ จึงเป็นความท้าทายต่ออนาคตของพรรคเพื่อไทยอย่างยิ่ง และท้าทายต่อการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของไทยอย่างมากด้วย !