เนชั่นทีวี

ข่าว

"รัฐบาลผสมพันธ์ุใหม่!" โดย"ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข"

24 ก.ค. 2566 | thamsathit_pol

"รัฐบาลผสมพันธ์ุใหม่!" โดย"ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข"

การเปิดตัวของ"พรรครวมไทยสร้างชาติ" และตามมาด้วย"พรรคพลังประชารัฐ" ทำให้ถูกตีความว่า ภาพนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสูตร "รัฐบาลผสมพรรคฝ่ายค้าน- พรรคทหาร" ติดตามในเจาะประเด็น โดย "ศ.กิติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข"

คงต้องยอมรับว่า การเมืองไทยปัจจุบันกำลังเดินเข้า “มุมอับ” อีกครั้งหนึ่ง และอาจนำไปสู่ “วิกฤตใหญ่” ในอนาคตได้ไม่ยาก ดังที่เราเริ่มเห็นถึง “ความพุ่งพล่าน” ของอารมณ์ทางการเมืองของผู้คนในสังคมไทย โดยมีจุดเริ่มต้นจากปัญหาเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้าน และการเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา

"รัฐบาลผสมพันธ์ุใหม่!" โดย"ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข"

ว่าที่จริงแล้ว นักวิเคราะห์การเมืองไทยทุกคนรู้ดีว่า หากพรรคฝ่ายค้านก่อนการเลือกตั้ง 2566 เป็นผู้ชนะแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นปัญหาในตัวเองอย่างมาก และอาจจะต้องสะดุดลงจนสามารถกลายเป็น “วิกฤตใหญ่” ได้ไม่ยาก เนื่องจาก รัฐธรรมนูญ 2560 นั้น ถือกำเนิดขึ้นเพื่อการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร 2557 และปูทางไปสู่การจัดตั้ง “รัฐบาลทหารแปลงรูป” หรือ “ระบอบประยุทธ์” ในปี 2562

ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบโดยรัฐบาลทหาร ทำหน้าที่เป็นหลักประกันว่า ถ้ารัฐบาลสืบทอดอำนาจต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้ง และฝ่ายค้านที่เป็นผู้ชนะแล้ว พวกเขาจะไม่มีทางที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ด้วยการให้อำนาจแก่วุฒิสภาเป็นผู้ลงเสียงร่วมกับสภาล่างในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งโอกาสที่พรรคการเมืองจะ “ชนะขาด” ในสภาล่าง โดยไม่ต้องพึ่งเสียงของสภาสูงนั้น เป็นไปไม่ได้เลย

อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า วุฒิสภาก็คือ หนึ่งใน “แกนกลาง” ของการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารที่เห็นได้ชัดเจน ไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการจัดตั้งพรรคทหาร

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 66  พีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  อดีตหัวหน้าพรรค รวมไทยสร้างชาติ ร่วมหารือ ทางออกประเทศ กับ พรรคเพื่อไทย

ฉะนั้นในภาพรวมแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกออกแบบเพื่อให้เกิดการ “ชลอตัว” ของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ในสภาพเช่นนี้ ผลการเลือกตั้งที่เป็นชัยชนะของฝ่ายค้าน จึงเป็นดัง “จุดเริ่มต้น” ของวิกฤตการเมืองที่จะเกิดตามมา เพราะไม่เพียงพรรคที่ชนะอันดับ 1 ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยกลไกรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจวุฒิสภาในการลงเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

หากยังเกิดคดีทางการเมืองที่จะให้ผู้นำพรรคฝ่ายค้านต้องหลุดออกไปจากกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภาด้วย อันส่งผลให้ “รัฐบาลผสมพรรคฝ่ายค้าน” ต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ และทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ยาก และเปิดโอกาสให้ผู้นำเก่าอยู่ในอำนาจได้ต่อไปอีก

สภาวะที่เกิดขึ้นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึง “มรดกอำนาจนิยม” ที่เป็นผลสืบเนื่องจากการรัฐประหาร 2557 และเมื่อกลไกรัฐธรรมนูญและวุฒิสมาชิกได้ทำภารกิจในการจัดการกับฝ่ายค้าน ด้วยการทำให้ “รัฐบาลผสมของพรรคฝ่ายค้าน” ต้องประสบปัญหาอย่างมาก ดังเช่นที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว

"รัฐบาลผสมพันธ์ุใหม่!" โดย"ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข"

ต่อจากนั้น กลไกอีกส่วนที่จะทำหน้าที่ต่อมาคือ “พรรคทหาร” ที่มีทั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จะต้องก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้ได้ โดยอาจจะชักจูงให้วุฒิสภายอมรับการจัดตั้ง “รัฐบาลผสมฝ่ายค้าน/ฝ่ายรัฐบาล” หรือด้วยการบีบให้ต้องรวมเสียงในสภาล่างให้ได้มากด้วยการดึงพรรคทหารเข้าร่วม เพื่อที่จะก้าวข้าม “จำนวนมือ” ของวุฒิสมาชิกให้ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อพรรคฝ่ายค้านคือ พรรคเพื่อไทยที่เข้ามาเป็น “แกนนำ” ในการจัดตั้งรัฐบาล และมีท่าทีในแบบยอม “หลับตา” เอาพรรคทหารเข้าร่วม ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก และการ กระทำเช่นนี้อาจมีราคาแพงที่ต้องจ่ายอย่างมากด้วย เพราะการกำเนิดของ “รัฐบาลผสมพรรคฝ่ายค้าน/พรรคทหาร” จะกลายเป็นปัญหาในตัวเองกับพรรคเพื่อไทยในอีกแบบ และอาจเป็นปัจจัยที่ทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทยในการเป็นพรรคใน “สายประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นจุดขายที่สำคัญประการหนึ่งของพรรคมาโดยตลอด

ในอีกด้านหนึ่งเราคงต้องยอมรับความจริงว่า การเมืองที่ถูกแบ่งฝ่ายในบริบทของสังคมไทยนั้น เห็นถึงความชัดเจนในการต่อสู้ระหว่าง “พรรคฝ่ายค้าน vs พรรคทหาร” และพรรคฝ่ายค้านหาเสียงบนความเชื่อมโยงกับการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

ขณะเดียวกันก็ต่อต้านรัฐบาลทหารที่สืบทอดอำนาจ และการสืบทอดอำนาจเช่นนี้ มีพรรคทหารเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ หรืออาจกล่าวได้ว่า พรรคทหารคือ “เสาค้ำ” ของ “ระบอบประยุทธ์” ที่ทำให้ผู้นำรัฐประหารเดิมยังคงมีอำนาจได้ต่อไปอีกหลังการเลือกตั้ง 2562 จนถึงปัจจุบันนั่นเอง

23 กรกฎาคม 2566 แกนนำพรรคพลังประชารัฐร่วมหารือกับ พรรคเพื่อไทย  ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย

ดังนั้น 4 ปีของการต่อสู้ในระบบรัฐสภา จึงเป็นภาพของการต่อสู้ระหว่างพันธมิตรของพรรคที่ประกาศตัวอยู่ในสายของ “ปีกประชาธิปไตย” กับพรรคอีกส่วนที่รวมกัน โดยมี “พรรคทหาร” เป็นแกนกลาง ซึ่งการต่อสู้เช่นนี้ทำให้เกิด “พันธมิตรพรรคฝ่ายค้าน” ตั้งแต่ก่อน จนมาถึงหลังเลือกตั้ง และเป็นความคาดหวังของผู้คนในสังคมที่ไม่ตอบรับกับรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจว่า พรรคในปีกนี้จะเป็นทางเลือกของการสร้าง “การเมืองใหม่”  ที่จะทำให้ “ระบอบทหารแปลงรูป” ที่ทำหน้าที่สืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหารนั้น ถึงจุดสิ้นสุด…

แน่นอนว่า ผู้คนที่ไม่ตอบรับกับ “ระบอบประยุทธ์” ไม่ว่าจะอยู่ใน “สีการเมือง” อะไรก็ตาม มีความหวังในเรื่องนี้อย่างมาก และผลการเลือกตั้งเป็นคำตอบที่ชัดเจนในตัวเองว่า คนไม่เอา “ระบอบ 3 ป.”… ไม่เอามรดกของ “ระบอบประยุทธ์” หรือโดยนัยสำคัญคือ คนในสังคมจำนวนมากอยาก “ล้าง” มรดกระบอบรัฐประหาร” นั่นเอง

ความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งที่ 2 ของทางพรรคเพื่อไทย ย่อมไม่ใช่เรื่องผิดที่พยายามจะดึงพรรคต่างๆ เพราะในเงื่อนไขของความเป็นรัฐบาลผสม จะต้องหาทางดึงพรรคการเมืองอื่นให้เข้ามาร่วมให้ได้ เพื่อเอาชนะอุปสรรคจากการออกเสียงของวุฒิสภา แต่เมื่อเกิด “ภาพสุดขั้ว” ที่เห็นการเปิดตัวของพรรครวมไทยสร้างชาติ และตามมาด้วยพรรคพลังประชารัฐ ทำให้ถูกตีความว่า ภาพนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสูตร “รัฐบาลผสมพรรคฝ่ายค้าน/พรรคทหาร”

หลายฝ่ายที่ต่อสู้กับ “ระบอบประยุทธ์” มา ย่อมรู้สึกว่า ทางเลือกของการจัดตั้ง “รัฐบาลผสมใหม่” เช่นนี้ อาจเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ โดยเฉพาะ ผู้นำพรรคทหาร โดยเฉพาะในกรณีของรวมไทยสร้างชาติคือ ผู้นำการทำรัฐประหารในการล้มรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยในปี 2557 … การจัดตั้งรัฐบาลผสมครั้งนี้คือ “โจทย์ที่ยากที่สุด” ของพรรคนับตั้งแต่การกำเนิดของพรรคไทยรักไทย

23 ก.ค.66  แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาต้อนรับ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ เพื่อร่วมหารือทางออกประเทศ

อย่างน้อย หลายฝ่ายที่ร่วมในการต่อต้าน “ระบอบรัฐประหาร” ที่แปรรูปเป็น “ระบอบประยุทธ์” หลังการเลือกตั้ง 2562 นั้น ย่อมไม่ต้องการเห็นการ “ผสมพันธ์ุใหม่” ที่ทำให้ระบอบเดิมอยู่ต่อไปได้ แม้จะไม่มีการอยู่ของตัวบุคคลที่เป็นผู้นำรัฐประหารแล้ว แต่พรรคทหารก็คือ ตัวสัญลักษณ์ของความเป็นตัวแทนระบอบนี้ที่ชัดเจน

ถ้าคำตอบของ “รัฐบาลผสมพันธ์ุใหม่” คือ การเข้าร่วมของพรรคทหารแล้ว อาจทำให้ถูกตีความว่าเป็นเสมือนหนึ่ง “ระบอบประยุทธ์” ได้เชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งหลายคนที่เคยร่วมต่อสู้กันมาย่อมอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า การตัดสินใจเช่นนี้คือ การ “ทำลายความน่าเชื่อถือ” จนอาจกลายเป็น “วิกฤต” ของพรรคเพื่อไทยในอนาคตหรือไม่ เพราะสังคมยังต้องการเห็นพรรคเพื่อไทยเป็น “เสาหลักประชาธิปไตย” ที่แข็งแรงเสาหนึ่ง
     
การตั้งรัฐบาลผสมครั้งนี้ จึงเป็นความท้าทายต่ออนาคตของพรรคเพื่อไทยอย่างยิ่ง และท้าทายต่อการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของไทยอย่างมากด้วย !

ข่าวล่าสุด