เนชั่นทีวี

ข่าว

โฉมหน้า"ครม.เศรษฐา1" สะท้อนความเป็น "รัฐบาลผสม" สภาพจำยอมอยู่นานแค่ไหน

29 ส.ค. 2566 | สุรชาติ บำรุงสุข

โฉมหน้า"ครม.เศรษฐา1" สะท้อนความเป็น "รัฐบาลผสม" สภาพจำยอมอยู่นานแค่ไหน

มองย้อนอดีตสู่ปัจจุบัน สภาพความเป็น"รัฐบาลผสม" ที่มีทั้งอำนาจต่อรองยืนหยัดอยู่ยาว และไร้อำนาจต่อรอง จนได้โฉมหน้าครม.เป็นแบบนี้ จะยืนหยัดได้ยาวนานแค่ไหน ติดตามในเจาะประเด็น โดย "สุรชาติ บำรุงสุข"

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีรัฐบาลผสม 2 ชุดที่มีปัญหานี้อย่างชัดเจน และผลสุดท้ายคือ ไปต่อไม่ได้ รัฐบาลล้ม..."

"ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข"  กล่าวเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2566

สาเหตุของการเกิด "รัฐบาลกลับตาลปัตร" นอกจากกติกาในรัฐธรรมนูญที่ให้ สว.ร่วมโหวตนายกฯ ทำให้เสียงของประชาชนจากสนามเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการกำหนดโฉมหน้ารัฐบาลแล้ว

ในส่วนของการกำหนดตัวรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง ยังติดเงื่อนไขการเป็น "รัฐบาลผสม" อีกด้วย 

เศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี

"ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข" นักรัฐศาสตร์ และนักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดังจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยา ให้สัมภาษณ์หลายสื่อตั้งแต่เช้า รวมทั้ง "เนชั่นทีวี" ด้วย 

อาจารย์ออกตัวในเบื้องต้นว่า ยอมรับและเข้าใจ "ข้อจำกัด" ของรัฐบาลผสมที่จะมีปัญหาเรื่องการไม่สามารถวางตัวรัฐมนตรีที่เหมาะสม ถูกฝาถูกตัว และถูกใจสังคมได้ 

แต่อาจารย์ก็ยกตัวอย่างรัฐบาลผสม 2 ยุคที่พรรคแกนนำ หรือผู้นำรัฐบาลมีความแข็งแกร่ง ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลต่อรองได้ยาก และไม่ค่อยแตกแถว นั่นก็คือ 

-พรรคร่วมรัฐบาลในปี 2544 คือ รัฐบาลไทยรักไทย แต่ครั้งนั้นต้องยอมรับว่าพรรคแกนนำมีจำนวน สส.เยอะมาก เกือบแลนด์สไลด์ ทำให้พรรคอื่นไม่มีอำนาจต่อรองไปโดยปริยาย

-พรรคร่วมรัฐบาลในปี 2562 ซึ่งก็คือ "รัฐบาลบิ๊กตู่" นั่นเอง แม้จะเป็นรัฐบาลผสมถึง 20 พรรค แต่ตลอด 4 ปี พรรคร่วมรัฐบาลแทบไม่มีพรรคใดกล้าหือนายกฯ แม้จะมี "กบฏร้อยเอก" เกิดขึ้นช่วงเดือน ก.ย.ปี 64 (ความพยายามโหวตคว่ำ "พล.อ.ประยุทธ์" กลางสภา ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ) แต่ "บิ๊กตู่" ก็เอาตัวรอดมาได้ แถมปลดผู้ก่อการกบฏพ้น ครม.แบบไร้เยื่อใย แถมยังคุมสถานการณ์ได้อยู่หมัด กระทั่งอยู่ครบวาระ 4 ปีอย่างไม่น่าเชื่อ 

เศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ ผู้เข้าร่วมแสดงความยินดีในพิธีโปรดเกล้าฯแต่งตั้นายกฯ

"อาจารย์สุรชาติ" บอกต่อว่า ความแข็งแกร่งของรัฐบาลผสม มาจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ 

1.วางคนได้ตามเป้าหมาย และสานประโยชน์ลงตัว (ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน) 

2.มีเอกภาพในแง่นโยบาย

3.พรรคแกนนำคุมทิศทางได้

"อาจารย์สุรชาติ" อธิบายว่า ข้อ 1 กับข้อ 3 จะเป็นจุดเริ่มต้นของเสถียรภาพรัฐบาล หากล้มเหลว จะส่งผลให้ข้อ 2 พังตามไปด้วย 

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีรัฐบาลผสม 2 ชุดที่มีปัญหานี้อย่างชัดเจน และผลสุดท้ายคือ ไปต่อไม่ได้ รัฐบาลล้ม นั่นก็คือ...

-รัฐบาลผสมปี 2512 เป็นรัฐบาลภายใต้การนำของ จอมพลถนอม กิตติขจร ผู้นำพรรคสหประชาไทย (ตั้งพรรคขึ้นมาลงเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 11 ปี) แม้จะชนะเลือกตั้ง แต่ได้เสียงไม่เด็ดขาด มีพรรคประชาธิปัตย์ พรรคอันดับ 2 เป็นฝ่ายค้าน และมี สส.อิสระ ไม่สังกัดพรรค ทำให้คุมยาก 

"จอมพลถนอม" รวบรวมเสียงจนเกินกึ่งหนึ่ง (105 เสียง จาก 209 เสียง) สามารถตั้งรัฐบาลได้ แต่ผสานประโยชน์ไม่ลงตัว ไปต่อไม่ได้ รัฐบาลล้ม สุดท้าย "จอมพลถนอม" ยังคุมไม่อยู่ ต้องทำรัฐประหาร ยึดอำนาจตัวเองเมื่อปลายปี 2514 และเป็นสาเหตุหนึ่งของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 

-รัฐบาลผสมปี 2518 ภายใต้การนำของ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"  ซึ่งเป็นโมเดลที่หลายฝ่ายนำมาพูดถึงกันช่วงก่อนและหลังเลือกตั้งว่าอาจเป็น "โมเดลรัฐบาลเสียงข้างน้อย" พรรคที่ไม่ชนะเลือกตั้ง ได้เสียงแค่ 18 เสียง แต่พลิกมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งในสมัยนั้นคือ พรรคกิจสังคม ภายใต้การนำของ หม่อมคึกฤทธิ์ 

มีหลายคนพยายามเปรียบเทียบคาดการณ์ว่า พรรค 2 ลุง อาจใช้โมเดลนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้

ในยุคนั้น ปี 2518 ในทางรัฐศาสตร์ และสังคมการเมือง เรียกว่า "รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่" มีพรรคร่วมรัฐบาล 12 พรรค ใกล้เคียงกับรัฐบาลเพื่อไทยมาก อยู่ในอำนาจได้ปีกว่าๆ ก็ต้องยุบสภา เพราะปัญหาการแก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์ในพรรคร่วมรัฐบาล 

จากตัวอย่าง 2 รัฐบาลในอดีต "อาจารย์สุรชาติ" ตั้งคำถามขมวดปมว่า "ตอนนี้พรรคเพื่อไทยหมดสภาพหรือไม่?" ซึ่งถือเป็นคำถามที่แหลมคม โดยมีตัวชี้วัดก็คือ 

1.ใครรับผิดชอบงานความมั่นคง

-ไล่ดูระนาบรองนายกฯ ตามโผรายชื่อที่ออกมา ยังเดาไม่ออกว่าใครจะรับผิดชอบงานความมั่นคง 

-พลตำรวจเอกพัชรวาท ได้หรือไม่ เพราะมาจากสายตำรวจ 

2.โควตา รมว.กลาโหม เป็นของพรรคเพื่อไทย หรือโควตากลาง 

-ก่อนหน้านี้มีแต่ข่าวความสับสน และเปลี่ยนตัว เปลี่ยนชื่อมาโดยตลอด

-ล่าสุดเป็นชื่อ "สุทิน คลังแสง" อดีตประธานวิปฝ่ายค้าน แต่ก็มีคำถามถึงความเหมาะสม 

3.ความสับสนในการวางตัวรัฐมนตรีหลายๆ ตำแหน่ง ทำให้มองเห็นภาพการประสานประโยชน์ไม่ลงตัว มีการแย่งชิงกระทรวงกัน 

(ตัวอย่าง วันนี้ยังมีมวลชนไปทวงสัญญาที่พรรคเพื่อไทยให้รับผิดชอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง ทั้งๆ ที่ตามข่าว กระทรวงนี้เป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐไปแล้ว) 

-รัฐบาลผสมอ่อนแอจะอยู่ได้นานเท่าไหร่

-แม้จะถูลู่ถูกังไปได้ เพราะรัฐบาลอาจจะล้มยาก มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่กันต่อ เพราะไม่อยากเลือกตั้งแล้วต้องไปแข่งกับก้าวไกล แต่เมื่อนายกฯกุมสภาพไม่ได้ การไปต่อก็ไม่ง่าย 

4.เพื่อไทยแสดงความต้องการอยากเป็นรัฐบาลมากเกินไป ต้องตั้งรัฐบาลให้ได้ กลายเป็นจุดอ่อนให้เกิดการต่อรองสูงจากพรรคร่วมรัฐบาล

-ประนีประนอมน้อย อำนาจมาก

-ประนีประนอมมาก พลังน้อย พรรคร่วมฯต่อรองได้มาก

-สถานการณ์ ณ เวลานี้ เหมือนเพื่อไทยยอมศิโรราบทุกอย่าง เรียกว่า "รัฐบาลหมดสภาพ" ก็น่าจะได้

ย้อนกลับไปที่งานความมั่นคง ซึ่งเชื่อมโยงกับ "ภูมิรัฐศาสตร์" อย่างแยกไม่ออก จึงมีความสำคัญมากในการเมืองสมัยใหม่ 

"อาจารย์สุรชาติ" ตั้งคำถามว่า ท่าทีของเพื่อไทยเหมือนทิ้งงานความมั่นคง 

-ยังบอกไม่ได้ว่าใครเป็นรองนายกฯคุมความมั่นคง 

-รองนายกฯคนนี้ จะต้องคุม สมช. (สภาความมั่นคงแห่งชาติ( สขช. (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) และต้องตั้งคณะเจรจาปัญหาภาคใต้เพื่อยุติความขัดแย้ง ความรุนแรงที่ยืดเยื้อมา 20 ปี 

-แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เพื่อไทยเหมือนไม่ไยดีงานความมั่นคง

-เพื่อไทยขาลอยกับกองทัพ มีภาวะ "รัฐประหารซินโดรม" เพราะถูกยึดอำนาจ 2 รอบในห้วง 8 ปี 

สุทิน คลังแสง  คาดหมายจะได้รับแต่งตั้งเป็น รมว.กลาโหม

-ตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับกองทัพ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แพ้ก้าวไกล เพราะสังคมต้องการให้เกิดการปฏิรูปกองทัพ ส่งทหารเข้ากรมกอง และจัดการเรื่องผลประโยชน์ของกองทัพ โดยเฉพาะ “เสนาพาณิชย์” และการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ให้เหมาะสม 

-คำถามคือ ปฏิรูปกองทัพ เพื่อไทยจะเอาอย่างไร เพราะจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มที่รัฐบาล ต่อที่กลาโหม แล้วใครคุมกลาโหม (ไม่ว่าใครคุม จากที่มีชื่อมา 2 คน ก็จะมีปัญหา เช่น "บิ๊กเล็ก" พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ก็ใกล้ชิดกับลุงตู่ หรือ "สุทิน คลังแสง" ก็ไม่มีประสบการณ์ชัดเจนในเรื่องนี้) 

นอกจากนั้น ยังมีโจทย์ต่างประเทศที่เกี่ยวโยงกับความมั่นคง โดยเฉพาะโจทย์เมียนมา ที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดกับไทย ดินแดนติดกัน  จีนจะฟองสบู่แตกหรือไม่ 

โฉมหน้า"ครม.เศรษฐา1" สะท้อนความเป็น "รัฐบาลผสม" สภาพจำยอมอยู่นานแค่ไหน

"อาจารย์สุรชาติ" ไล่เรียง "โจทย์ต่างประเทศ" อย่างน้อย 5 เรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ แต่ยังมองไม่เห็นท่าทีจากเพื่อไทย 

1 สงครามเย็น
2 สงครามยูเครน
3 สงครามไต้หวัน
4 สงครามเมียนมา
5 การแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาค

ข่าวล่าสุด