-รัฐบาลผสมปี 2512 เป็นรัฐบาลภายใต้การนำของ จอมพลถนอม กิตติขจร ผู้นำพรรคสหประชาไทย (ตั้งพรรคขึ้นมาลงเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 11 ปี) แม้จะชนะเลือกตั้ง แต่ได้เสียงไม่เด็ดขาด มีพรรคประชาธิปัตย์ พรรคอันดับ 2 เป็นฝ่ายค้าน และมี สส.อิสระ ไม่สังกัดพรรค ทำให้คุมยาก
"จอมพลถนอม" รวบรวมเสียงจนเกินกึ่งหนึ่ง (105 เสียง จาก 209 เสียง) สามารถตั้งรัฐบาลได้ แต่ผสานประโยชน์ไม่ลงตัว ไปต่อไม่ได้ รัฐบาลล้ม สุดท้าย "จอมพลถนอม" ยังคุมไม่อยู่ ต้องทำรัฐประหาร ยึดอำนาจตัวเองเมื่อปลายปี 2514 และเป็นสาเหตุหนึ่งของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516
-รัฐบาลผสมปี 2518 ภายใต้การนำของ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช" ซึ่งเป็นโมเดลที่หลายฝ่ายนำมาพูดถึงกันช่วงก่อนและหลังเลือกตั้งว่าอาจเป็น "โมเดลรัฐบาลเสียงข้างน้อย" พรรคที่ไม่ชนะเลือกตั้ง ได้เสียงแค่ 18 เสียง แต่พลิกมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งในสมัยนั้นคือ พรรคกิจสังคม ภายใต้การนำของ หม่อมคึกฤทธิ์
มีหลายคนพยายามเปรียบเทียบคาดการณ์ว่า พรรค 2 ลุง อาจใช้โมเดลนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้
ในยุคนั้น ปี 2518 ในทางรัฐศาสตร์ และสังคมการเมือง เรียกว่า "รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่" มีพรรคร่วมรัฐบาล 12 พรรค ใกล้เคียงกับรัฐบาลเพื่อไทยมาก อยู่ในอำนาจได้ปีกว่าๆ ก็ต้องยุบสภา เพราะปัญหาการแก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์ในพรรคร่วมรัฐบาล
จากตัวอย่าง 2 รัฐบาลในอดีต "อาจารย์สุรชาติ" ตั้งคำถามขมวดปมว่า "ตอนนี้พรรคเพื่อไทยหมดสภาพหรือไม่?" ซึ่งถือเป็นคำถามที่แหลมคม โดยมีตัวชี้วัดก็คือ
1.ใครรับผิดชอบงานความมั่นคง
-ไล่ดูระนาบรองนายกฯ ตามโผรายชื่อที่ออกมา ยังเดาไม่ออกว่าใครจะรับผิดชอบงานความมั่นคง
-พลตำรวจเอกพัชรวาท ได้หรือไม่ เพราะมาจากสายตำรวจ
2.โควตา รมว.กลาโหม เป็นของพรรคเพื่อไทย หรือโควตากลาง
-ก่อนหน้านี้มีแต่ข่าวความสับสน และเปลี่ยนตัว เปลี่ยนชื่อมาโดยตลอด
-ล่าสุดเป็นชื่อ "สุทิน คลังแสง" อดีตประธานวิปฝ่ายค้าน แต่ก็มีคำถามถึงความเหมาะสม
3.ความสับสนในการวางตัวรัฐมนตรีหลายๆ ตำแหน่ง ทำให้มองเห็นภาพการประสานประโยชน์ไม่ลงตัว มีการแย่งชิงกระทรวงกัน
(ตัวอย่าง วันนี้ยังมีมวลชนไปทวงสัญญาที่พรรคเพื่อไทยให้รับผิดชอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง ทั้งๆ ที่ตามข่าว กระทรวงนี้เป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐไปแล้ว)
-รัฐบาลผสมอ่อนแอจะอยู่ได้นานเท่าไหร่
-แม้จะถูลู่ถูกังไปได้ เพราะรัฐบาลอาจจะล้มยาก มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่กันต่อ เพราะไม่อยากเลือกตั้งแล้วต้องไปแข่งกับก้าวไกล แต่เมื่อนายกฯกุมสภาพไม่ได้ การไปต่อก็ไม่ง่าย
4.เพื่อไทยแสดงความต้องการอยากเป็นรัฐบาลมากเกินไป ต้องตั้งรัฐบาลให้ได้ กลายเป็นจุดอ่อนให้เกิดการต่อรองสูงจากพรรคร่วมรัฐบาล
-ประนีประนอมน้อย อำนาจมาก
-ประนีประนอมมาก พลังน้อย พรรคร่วมฯต่อรองได้มาก
-สถานการณ์ ณ เวลานี้ เหมือนเพื่อไทยยอมศิโรราบทุกอย่าง เรียกว่า "รัฐบาลหมดสภาพ" ก็น่าจะได้
ย้อนกลับไปที่งานความมั่นคง ซึ่งเชื่อมโยงกับ "ภูมิรัฐศาสตร์" อย่างแยกไม่ออก จึงมีความสำคัญมากในการเมืองสมัยใหม่
"อาจารย์สุรชาติ" ตั้งคำถามว่า ท่าทีของเพื่อไทยเหมือนทิ้งงานความมั่นคง
-ยังบอกไม่ได้ว่าใครเป็นรองนายกฯคุมความมั่นคง
-รองนายกฯคนนี้ จะต้องคุม สมช. (สภาความมั่นคงแห่งชาติ( สขช. (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) และต้องตั้งคณะเจรจาปัญหาภาคใต้เพื่อยุติความขัดแย้ง ความรุนแรงที่ยืดเยื้อมา 20 ปี
-แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เพื่อไทยเหมือนไม่ไยดีงานความมั่นคง
-เพื่อไทยขาลอยกับกองทัพ มีภาวะ "รัฐประหารซินโดรม" เพราะถูกยึดอำนาจ 2 รอบในห้วง 8 ปี
-ตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับกองทัพ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แพ้ก้าวไกล เพราะสังคมต้องการให้เกิดการปฏิรูปกองทัพ ส่งทหารเข้ากรมกอง และจัดการเรื่องผลประโยชน์ของกองทัพ โดยเฉพาะ “เสนาพาณิชย์” และการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ให้เหมาะสม
-คำถามคือ ปฏิรูปกองทัพ เพื่อไทยจะเอาอย่างไร เพราะจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มที่รัฐบาล ต่อที่กลาโหม แล้วใครคุมกลาโหม (ไม่ว่าใครคุม จากที่มีชื่อมา 2 คน ก็จะมีปัญหา เช่น "บิ๊กเล็ก" พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ก็ใกล้ชิดกับลุงตู่ หรือ "สุทิน คลังแสง" ก็ไม่มีประสบการณ์ชัดเจนในเรื่องนี้)
นอกจากนั้น ยังมีโจทย์ต่างประเทศที่เกี่ยวโยงกับความมั่นคง โดยเฉพาะโจทย์เมียนมา ที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดกับไทย ดินแดนติดกัน จีนจะฟองสบู่แตกหรือไม่
"อาจารย์สุรชาติ" ไล่เรียง "โจทย์ต่างประเทศ" อย่างน้อย 5 เรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ แต่ยังมองไม่เห็นท่าทีจากเพื่อไทย
1 สงครามเย็น
2 สงครามยูเครน
3 สงครามไต้หวัน
4 สงครามเมียนมา
5 การแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาค