แต่ในอีกด้านหนึ่งของปัญหาก็คือ คำตัดสินดังกล่าวอาจจะกลายเป็นต้นทางของกระแสความรุนแรงในอนาคตได้ไม่ยาก เพราะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งมองไม่เห็นทางออกอื่น
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนของฝ่ายอนุรักษนิยม ที่นับวันยิ่งทวีความเป็น "จารีตนิยม" มากขึ้นนั้น ทำให้การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทย ดูจะตีบตันมากขึ้น เท่าๆกับที่การแสวงหาทางออกจากวิกฤตก็ถูกบีบให้แคบลงด้วย เนื่องจากความเห็นต่างถูกขยายให้เกิดมี “ช่องว่างทางความคิด” มากขึ้น จนยากที่จะหา "ฉันทานุมัติร่วม" ในความเห็นต่างเหล่านั้น
ในกรณีเช่นนี้ เนื่องจากชนชั้นนำและกลุ่มอนุรักษนิยมที่มีอำนาจทางการเมืองมักเชื่อเสมอว่า พวกเขายังสามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างไว้ในมือได้ตลอดไป และเชื่อมั่นเสมอว่า พวกเขาจะดำรง "สถานะเดิม" ของสังคมไว้ โดยไม่จำเป็นต้องปรับตัวไปกับกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวแต่อย่างใด
แต่ดูเหมือนว่า ประวัติศาสตร์การเมืองโลกอาจมีคำตอบในแบบที่เห็นแย้ง กล่าวคือ ในหลายกรณีนั้น เราได้เห็นถึงความพยายามของปีกอนุรักษนิยม-จารีตนิยมที่คุมอำนาจรัฐ และใช้ทุกวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้สังคมดำรงอยู่แบบสถานะเดิม… แน่นอนว่า พวกเขาพร้อมที่จะใช้อำนาจทุกอย่างเพื่อ "สร้างความกลัว" อันจะทำให้สังคมยอมจำนนไม่ต่อสู้ และอยู่โดยไม่กล้าที่จะเรียกร้องหาความเปลี่ยนแปลงใดๆ
ขณะเดียวกัน ก็อยู่โดยคนในสังคมยอมรับต่อการใช้อำนาจของผู้ปกครองอย่างไม่ต่อต้านด้วย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การใช้อำนาจเช่นนี้กลับมีข้อจำกัดในตัวเอง เพราะหากฝ่ายเสรีนิยมที่นำขบวนโดยคนรุ่นใหม่ตัดสินใจที่จะก้าวข้ามผ่าน "ความกลัว" ที่ถูกสร้างขึ้นแล้ว พลังของ "รัฐแห่งความกลัว" จะไม่เหลือมากพอที่จะใช้ยับยั้งการลุกขึ้นเรียกร้องของผู้เห็นต่างได้แต่อย่างใด
ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซียที่นำโดยเลนิน การปฏิวัติประชาธิปไตยในจีนที่เปิดการเคลื่อนไหวโดย ดร. ซุนยัตเซ็น หรือ การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านที่ขับเคลื่อนโดยท่านโคไมนี ล้วนเป็นข้อเตือนใจให้แก่กลุ่มอนุรักษนิยม-จารีตนิยมอย่างดีว่า อำนาจในการปราบปรามของรัฐบาลเดิมนั้น แม้จะเข้มแข็งเพียงใด แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดใที่จะหยุดยั้งกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมได้จริง
การใช้อำนาจรัฐปราบปรามฝ่ายตรงข้าม บนพื้นฐานของ "สายเหยี่ยว" ด้วยความเชื่อว่า กำลังที่เหนือกว่าจะเป็นปัจจัยหลักในการชี้ขาดชัยชนะนั้น ถูกพิสูจน์มาหลายครั้งว่า ชุดความคิดแบบ "คนมีอำนาจคือผู้ชนะ" และพร้อมที่จะใช้อำนาจจัดการกับปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้เห็นต่าง
ฉะนั้น การสร้างอำนาจของชัยชนะผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ทำให้ผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นดังชัยชนะใน "โลกเสมือนจริง" เพราะแม้จะสามารถจัดการกับฝ่ายตรงข้ามได้จริง แต่สิ่งนี้กลับเป็นเพียง "ภาพลวงตา" ทางการเมือง และไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้สถานการณ์ในอนาคตอยู่ในความควบคุมของฝ่ายรัฐได้ในระยะยาว
หากพิจารณาด้วยความใคร่ครวญแล้ว จะเห็นเสมอว่า สิ่งที่เกิดเช่นนี้เป็นเพียง"ชัยชนะทางยุทธวิธี" และมักจบลงด้วย "ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์" เสมอ
ดังนั้นยิ่งฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่งใช้อำนาจจัดการกับการเรียกร้องของฝ่ายเสรีนิยมที่เป็นผู้เห็นต่างมากเท่าใด แรงต่อต้านก็จะยิ่งมีมากขึ้นไปตามลำดับ และผู้เห็นต่างก็จะยิ่งถูกผลักให้เอียงไปหาการใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
แน่นอนว่าปลายทางของสถานการณ์เช่นนี้คือ การใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือของการต่อสู้ และในบางกรณีอาจขยับตัวขึ้นถึงจุดสูงสุดของการเป็น "ความรุนแรงขนาดใหญ่” ได้ด้วย
บทเรียนจากประวัติศาสตร์โลกชี้ให้เห็นอีกว่า อำนาจรัฐที่ดูเข้มแข็งของจักรวรรดิ ล้วนพังลงอย่างไม่เป็นท่าบนความเชื่อพื้นฐานว่า รัฐอนุรักษนิยมสุดขั้วไม่มีความจำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อรองรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมที่ล้อมรอบตัว ฉะนั้น การปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นคำตอบที่เป็นจุดจบในตัวเองเสมอ
ดังนั้น คำตัดสินในทางกฎหมายอาจถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของฝ่ายอนุรักษนิยม-จารีตนิยมในทางนิติศาสตร์ แต่ในทางรัฐศาสตร์แล้ว ปัญหาที่น่ากังวลอย่างมากคือ ภาวะสังคมอนุรักษนิยมสุดขั้วที่ไม่ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลง
ภาวะเช่นนี้เป็นบทเรียนที่สอนนักรัฐศาสตร์ในทุกยุคว่าการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นนำในรัฐอนุรักษนิยมนั้น ล้วนจบลงด้วยการต่อต้านและความรุนแรงทั้งสิ้น
บางทีการหันกลับมาคิดเรื่อง "การปฏิรูป" ที่ชนชั้นนำทั่วโลกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงมาแล้ว อาจจะเป็นทางเลือกที่ควรนำมาพิจารณาด้วยความใคร่ครวญ เพราะการปฎิรูปเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะตอบโต้กับข้อเรียกร้องต่างๆ ได้
วันนี้ "รัฐอนุรักษนิยมไทย" กำลังเผชิญกับความท้าทายจากกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ในวันนี้ฝ่ายรัฐอาจจะชนะด้วยกระบวนการ "ตุลาการธิปไตย" ได้อีกครั้งจริง แต่คงต้องยอมรับสัจธรรมประการหนึ่งที่สำคัญว่า ชัยชนะเช่นนี้ไม่สามารถหยุดยั้งกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ในวันหน้า
และอาจกลับกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกต่อต้านด้วยความรุนแรง หรืออย่างน้อยก็เกิดความแตกแยกมากขึ้นด้วย !