เนชั่นทีวี

การเมือง

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ" ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"

27 ส.ค. 2566

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"

เปิด (ใจ) หมดเปลือก “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จากแกนนำม็อบ สู่รัฐมนตรี อดีต ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย กับบทบาทใหม่ในวันนี้ เจ้าของร้านอาหารใต้ “เยี่ยมใต้”

นับตั้งแต่ช่วงการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ชื่อของ “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็ดูเหมือนจะเงียบหายไปจากหน้าการเมือง  กระทั่งกลับมาปรากฎเป็นข่าวอีกครั้ง  เมื่อเขาตัดสินใจประกาศยุติบทบาทการทำหน้าที่ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย แม้หลายคนจะบอกว่าไม่เกินความคาดคิด เพราะรู้ว่าหากพรรคเพื่อไทย ประกาศจับมือกับพรรค 2 ลุง  เขาจะต้องตัดสินใจเช่นนี้  แต่ก็ต้องยอมรับว่าการตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้หลายคนอดเสียดายไม่ได้ เพราะหากนับย้อนกลับไป เต้น-ณัฐวุฒิ ถือเป็นคนหนึ่ง ที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่และอยู่เคียงข้างกับคนในพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด 

บทบาทใหม่ของ “เต้น-ณัฐวุฒิ” ในวันนี้  เป็นอีกภาพหนึ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้เห็น คือการเปิดร้านอาหารใต้ ชื่อร้าน “เยี่ยมใต้” ตั้งอยู่ที่ย่านเลี่ยงเมืองปากเกร็ด จ.นนทบุรี

ทีมข่าวเนชั่น ออนไลน์ ได้มีโอกาสเดินทางไปพบกับ “เต้น-ณัฐวุฒิ” ซึ่งเขาเปิดใจแบบหมดเปลือก ให้สัมภาษณ์ ถึงเรื่องราวต่างๆ ทั้งชีวิตส่วนตัว การเมือง และเรื่องของอนาคต

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"

 

จุดเริ่มการเปลี่ยนบทบาทมาเปิดร้านอาหารใต้ “เยี่ยมใต้”   

ผมเปิดร้านนี้มาจนถึงวันนี้ เข้าเดือนที่ 6 แล้ว  แต่จริงๆแล้วร้านนี้ ภรรยาผมเคยเปิดมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2555 แต่เปิดไประยะหนึ่ง แม่ครัวไม่ได้ทำต่อ ร้านจึงต้องหยุดไป บวกกับตอนนั้นลูกยังเล็กด้วย แต่เรื่องการทำร้านนี้ ยังอยู่ในใจภรรยามาตลอด จนมีโอกาสอีกครั้ง ภรรยาจึงกลับมาเปิดร้านนี้ ส่วนผมเข้ามาช่วยดูแลตามที่เมียสั่ง หน้าที่ในแต่ละวัน จะมาพบลูกค้า ดูแลร้าน บริการต่างๆให้กับลูกค้า ก็สนุกดี ยิ่งพอยุติภารกิจทางการเมืองที่นี่ก็กลายเป็นที่ให้เราได้พบปะผู้คน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนหลายกลุ่ม  ยิ่งทำให้ชอบมากขึ้นทุกวัน  ตอนที่ผมตัดสินใจว่าจะยุติบทบาทการเมือง ยังไม่ได้คิดต่อจะทำอะไร จึงมาช่วยที่นี่ แต่กลายเป็นว่าตอนนี้งานนี้ เป็นงานที่ผมใช้เวลา 1 วันผ่านไปอย่างสนุกสนาน

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"

เปิดร้านอาหาร เพราะชอบทำอาหาร?

ส่วนตัวผมทำอาหารไม่เป็นเลย จะเจียวไข่ก็เกรงใจลูกค้า หน้าที่ในร้านนอกจากบริการทั่วไป ผมยังมีหน้าที่สำคัญ เป็นตุ๊กตาถ่ายภาพ ให้ลูกค้าที่มาแล้วอยากถ่ายรูปด้วย บางคนก็ต่อโทรศัพท์ให้คุยกับที่บ้าน ก็ทำได้หมดทุกอย่าง  คือมาแล้วก็อยากให้เค้าสบายใจ เหมือนนั่งกินข้าวที่บ้าน และรู้สึกว่าที่นี่ รสชาติ ราคาบรรยากาศ คนทุกกลุ่มสัมผัสได้

เมนูเด็ด! ที่คนมาแล้วต้องสั่ง

ส่วนใหญ่จะเป็นเมนูที่ไปออกรายการโทรทัศน์ แล้วถูกพูดถึง วันรุ่งขึ้นลูกค้าจะถามหาทันที เช่น  แกงส้ม มัสมั่น หมึกไข่ กั้ง ขนมจีนน้ำยาปู ข้าวยำ  ผมยืนยันว่าทุกเมนูเรามั่นใจรสชาติ เราถึงทำ นี่คำยืนยันจากคนทำอาหารไม่เป็น แต่เป็นคนชิมเป็น ทานเป็น  ลูกค้าที่มาที่ร้านส่วนใหญ่จะมีทั้ง FC และคนที่ทราบจากข่าว อยากมาให้กำลังใจ ให้การสนับสนุนอยู่แล้ว พอทราบข่าวว่าเราทำร้านอาหารก็มา  วันหยุดจะมาไกลๆก็มี ตั้งใจเหมารถตู้ จากลพบุรี ชลบุรี  มีหลากหลายสาขาอาชีพ  เป็นความตั้งใจของผมและภรรยาว่าถ้าจะทำร้านอาหาร ก็ต้องเป็นร้านอาหารที่คนทุกกลุ่มมานั่งกินได้ และเราก็ดูแลคนทุกกลุ่มเหมือนกัน ทุกคนเป็นลูกค้าพิเศษของเรา

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"

ชีวิตตอนนี้มีความสุขมากกว่าสนามการเมือง ?

ผมว่าความสุขมันแตกต่างกัน ตอนที่ผมยืนอยู่บนเวทีการเมืองก็ไม่ได้มีความทุกข์นะ ผมก็เต็มที่กับมัน และวันที่ผมได้ทำมันเต็มที่ มันก็เป็นพลังเป็นความสุขในใจ

"น้องๆหลายคน ทีมงานของพรรค ก็ถามอยู่เรื่อยว่าพี่ทำอย่างไรปราศรัยวันหนึ่งหลายเวที ยังได้คุณภาพแบบเดิมแล้วก็ดูไม่เหน็จไม่เหนื่อย ผมก็บอกว่ามันทำมาจากข้างใน มันต้องมีพลังมาจากข้างในเป็นตัวขับเคลื่อน พอมาทำตรงนี้ก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง ผมก็ทำมาจากข้างในยิ้มแย้มแจ่มใสพูดคุยกับทุกคน บางทีเขารอคิวนานๆก็อาจจะอึดอัดบ้าง ก็ต้องเข้าไปพูดคุย สร้างรอยยิ้มกันหน่อย แล้วก็กินข้าวกันต่อ"

หลังยุติบทบาท ผอ. ครอบครัวเพื่อไทย สภาพจิตใจตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

เป็นปกติครับ ในช่วงเวลาที่จะต้องเดินออกมาก็มีอารมณ์ความรู้สึกพอสมควร เพราะว่ามันก็เป็นสถานที่ เป็นพรรคการเมืองที่เราเกิดและโตที่นั่น เราต่อสู้ที่นั่น มีเพื่อน มีพี่ มีน้อง มีคนที่เราผูกพันมากมายที่นั่น ดังนั้นการที่จะบอกว่าเราเดินออกมาแล้ว แน่นอนคนเราย่อมมีความรู้สึก เพียงแต่ว่าเมื่อตัดสินใจแบบนั้นและประกาศออกไปเช่นนั้นแล้ว โดยที่ไม่ได้หันกลับไปสร้างความกระทบกระเทือน หรือไม่ได้เป็นการสร้างความเสียหายอะไรระหว่างกัน

"ผมก็ถือว่าผมทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนหลังจากนี้พลังบุคลากรของพรรคเพื่อไทยล้วนแล้วแต่มีศักยภาพคุณภาพ ก็คงจะเดินหน้าต่อไป และให้ประชาชนเป็นคนตัดสินว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจเดินและกำลังจะทำในนโยบายที่ประกาศไว้  ประชาชนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนต่อไปหรือไม่"

หลายคนชื่นชมการตัดสินใจ  ชวนไปร่วมงาน ล่าสุด “วิโรจน์” พรรคก้าวไกล  ประกาศชวนร่วมทำงานเพื่อประชาชน  ถึงขั้นตั้งแฮชแท็ก  #กระโดดโรจน์เต้น  

ยังไม่ได้คิดถึงการเมืองในระบบพรรคเลยครับ ผมก็ยังมีข้อจำกัดทางกฎหมาย ถูกตัดสิทธิ์การดำรงตำแหน่งหรือลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่ ดังนั้นการเมืองในภาคประชาชน ยังคงเป็นภาระหน้าที่การติดตามกฎหมายหลายฉบับที่เป็นวาระก้าวหน้าประชาชน ถ้าหากต้องมีส่วนร่วมในการเดินไปข้างหน้า เพื่อให้มันสำเร็จ ก็คงจะทำ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่จะมีผลให้คดีการปราบปรามคนเสื้อแดงสามารถที่จะฟ้องร้องต่อศาลโดยตรง  อันนี้เป็นความรับผิดชอบของผมโดยตรง จนกว่ามันจบ  ส่วนข่าวสารการเมืองอื่นๆก็ติดตามเป็นปกติ เพราะจิตวิญญาณเราคือการเมือง สำหรับผมมองว่าพรรคการเมืองต่างๆ ทุกคนเป็นเพื่อน  เดี๋ยวนี้ที่ร้านเองก็จะมีฝ่ายการเมืองของหลายต่อหลายพรรค แวะมานั่งคุยทานอาหาร แต่ก็มากันในฐานะเพื่อน พี่น้อง ซึ่งไม่ว่าจะพรรคไหนใครมา กลุ่มไหนมา ผมก็ต้อนรับเหมือนกันทั้งนั้น เพราะถือว่าเราทำร้านอาหาร เป็นพื้นที่สำหรับทุกคน 

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง" เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง" เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"

กับพรรค “ก้าวไกล” ที่ชักชวน มีหวั่นไหวหรือสนใจไหม?

อย่าพูดแบบนั้นเลย เดี๋ยวจะเป็นประเด็นยืดยาวออกไป

เอาเป็นว่าเคารพในการทำงานของพรรคก้าวไกล ก็มีขีดความสามารถ มีศักยภาพที่จะขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในหลายๆเรื่อง พรรคอื่นๆก็มีศักยภาพเช่นเดียวกัน ผมให้กำลังใจทุกพรรค และน้อมรับไมตรีจากเพื่อนทุกพรรคไว้ด้วยหัวใจในฐานะเพื่อนมิตรก็แล้วกัน

ครม.เศรษฐา 1

ผมคงไม่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์เป็นตัวบุคคลว่าใครเหมาะหรือไม่เหมาะกับกระทรวงไหน เพราะถือว่าผมเดินออกมาเป็นผู้ชมแล้ว 

"โดยส่วนตัวผมอยากจะให้ ครม.ชุดนี้ เป็นทีมเศรษฐา ที่สามารถจะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง  เพราะรัฐบาลชุดนี้ ก่อตั้งโดยต้นทุนหมดหน้าตักของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นไม่มีเวลาอุ่นเครื่อง ไม่มีเวลายืดเส้นยืดสาย ขึ้นเวทีก็ต้องชกเต็มที่ ทุกวินาที ทุกยก เมื่อครบยก ประชาชนซึ่งเป็นกรรมการก็จะให้คะแนนและตัดสิน เป็นกำลังใจและเอาใจช่วยทุกคนแล้วกัน"  

การที่เป็นรัฐบาลพรรคร่วม 11 พรรค ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ “เพื่อไทย”

เงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้มันชัดเจนอยู่แล้ว ว่าการจัดทำให้นโยบายเป็นเอกภาพ การจะขับเคลื่อนนโยบายของประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องง่าย การแก้ปัญหาทางการเมืองหรือการคลี่คลายความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายต่างๆ ก็มีภาพสะท้อนจากรัฐบาลชุดที่พึ่งผ่านมา ว่าหลายพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในเวลานี้ เขาเห็นไปอีกทาง ดังนั้นเมื่อเกิดรัฐบาลผสมที่นโยบายและแนวคิดหลักของแต่ละพรรคไม่ตรงกันเลย ก็เป็นเรื่องยากลำบาก

"แต่ก็นั่นแหละผมก็ต้องบอกพรรคเพื่อไทย และส่งความหวังไปยังนายกฯเศรษฐา ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้สำเร็จตามที่ได้ประกาศไว้กับประชาชนให้ได้ เอาใจช่วย และในขณะเดียวกันก็จะคอยติดตามการทำงานเหมือนกัน หากมีบางสิ่งบางอย่างจำเป็นจะต้องเสนอแนะ หรือจำเป็นจะต้องแสดงความคิดเห็นกันบ้าง ก็จะทำอย่างตรงไปตรงมาด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง"

นโยบายหลักของเพื่อไทย ดิจิทัลวอลเล็ต , ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท  จะเกิดขึ้นได้จริง ?

"ดิจิทัลวอลเล็ต เชื่อมั่นใจว่าเกิดแน่ เพราะนายกฯเศรษฐาให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในเรื่องนี้มาก และทำการบ้านไว้เสร็จหมดแล้ว ว่าจะต้องทำอย่างไร เม็ดเงินตรงไหนขับเคลื่อนแบบไหน ดังนั้นเรื่องนี้รอเพียงแค่เวลาตามกระบวนการของกฎหมาย และทำเรื่องของเทคโนโลยีข้อมูลให้แล้วเสร็จเท่านั้น รัฐบาลก็ประกาศว่าน่าจะภายในครึ่งแรกของปีหน้า ผมเชื่อมั่นว่าเรื่องนี้คุณเศรษฐาทำสำเร็จแน่"

ส่วนค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทภายในปี 2570 เชื่อว่าขึ้นอยู่กับการยกระดับเศรษฐกิจตั้งแต่ปีแรกของการทำงาน เพราะค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท กลไกสำคัญคือจะไปถึงตรงนั้นก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเติบโตไปตามแผนและนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเดียว มันยังมีเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว และอะไรต่างๆอีกมาประกอบกัน ก็ส่งความหวังขอให้ทำสำเร็จ

มีโอกาสพูดคุยกับนายกฯ เศรษฐา ?

ได้มีโอกาสโทรศัพท์ไปแสดงความยินดี วันที่ท่านได้รับการโหวตเป็นนายกฯ และวันที่ท่านได้รับการโปรดเกล้าฯ รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ซึ่งท่านก็ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ เป็นมิตรภาพของคนที่ร่วมงานกันมา และคนที่มีความรู้สึกดีๆมีความปรารถนาดีต่อกัน แต่ในส่วนการทำงานของท่านในแง่ของการบริหารในบทบาทของนายกฯ ผมไม่ได้มีคำแนะนำอะไร เพราะอย่างที่เรียนว่าผมไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น แต่ก็ให้กำลังใจและหวังว่าท่านจะทำสำเร็จ

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"

แล้วกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ?

หลังท่านเดินทางกลับมาประเทศไทย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว  ยังไม่ได้มีโอกาสพูดคุย หรือพบเจอ ทราบความเคลื่อนไหวจากสื่อ รู้เท่ากันกับสื่อ  แต่ส่วนตัวดีใจที่ท่านกลับมา เป็นความปรารถนาของผมและคนไทยจำนวนมากตั้งนานมาแล้ว และเมื่อทราบว่าท่านปัญหาเรื่องสุขภาพ ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด  ผมก็ห่วงใยแล้ว ก็หวังใจว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดี ท่านก็จะคืนสู่อิสรภาพตามกระบวนการตามขั้นตอน แล้วกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอย่างที่ท่านต้องการ

จุดยืนทางการเมือง ณ วันนี้  

ยังยืนอยู่กับหลักการเดิม ตั้งแต่วันแรกที่ผมยืนอยู่บนเวทีต่อสู้จนถึงวันนี้ ไม่เคยเปลี่ยนคำพูด ถ้าเอาเรื่องตัวตนผมก็ยังเป็นผม ไม่ว่าจะยืนอยู่บนเวทีชุมนุม อยู่ในสภา นั่งอยู่ใน ครม. หรือกระทั่งไปนอนอยู่ในเรือนจำ ก็ยังเป็นณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แบบผม ถ้าจะเอาเรื่องวิถีทางชีวิต ก็เป็นดังเดิมตลอดมาเช่นเดียวกัน การตัดสินใจนี้ถ้าคนที่เขารู้จักผมเข้าใจผม เขาจะไม่สงสัยเลย เขาจะพูดกันไปเองเสร็จสรรพว่าถึงเวลาเต้นไปแน่นอน แต่เต้นจะเลือกไปในเวลาที่เห็นว่าเกิดผลกระทบกับผู้คนรอบตัวน้อยที่สุด แล้วหลังจากนั้นก็ให้ชีวิตมันเดินไป

ภาพ “ตู๋-นิด ชิดใกล้” เมื่อ 2 นายก “เศรษฐาและพล.อ.ประยุทธ์” พบกัน 

เป็นภาพใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้น นายกฯคนใหม่กับนายกฯคนเก่า เขาแสดงอัธยาศัยไมตรีกัน คงจะต้องการส่งสัญญาณว่าบ้านเมืองมันน่าจะช่วยกันคลี่คลายความขัดแย้ง แต่ว่านั่นเป็นเพียงภาพผิวๆ มันเป็นแค่ท่าที  บางคนก็รู้สึกว่า สงสัยความขัดแย้งจะมีสัญญาณคลี่คลาย  แต่บางคนก็บอกว่า นี่มันเป็นเกมซ่อนกลทางการเมือง เรื่องอำนาจระหว่างใครไปสู่ใครหรือไม่ 

ต้องเข้าใจก่อนว่าการที่จะคลี่คลายความขัดแย้งหรือนำพาดำเนินไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง จริงๆมันยังต้องทำอะไรกันอีกมาก ยังต้องพูดถึงเรื่องใหญ่ๆแบบรัฐธรรมนูญ แบบการแก้ไขปัญหาผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความเห็นต่างทางการเมือง ยังมีเรื่องใหญ่ที่ต้องมาแก้กันและปัญหาลูกหลานเยาวชนหลายร้อยหรือเป็นพันๆราย ที่ต้องคดีความ มีพันธนาการ ทางอาญาอยู่ในเวลานี้  การยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันและสร้างสังคม กติกา ที่เป็นธรรม ให้คนที่เห็นต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้

“ผมเชื่อว่าล้วงลึกไปในหัวใจพูดถึงหลักการการเมือง คุณเศรษฐากับพลเอกประยุทธ์ ซึ่งพูดคุยกันได้ดีเมื่อวาน  ก็เห็นไม่ตรงกัน  ถ้าเราบอกว่าเราจะคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมนี้ได้จริง มันต้องสร้างบริบทของประเทศ สร้างกติกาของประเทศ สร้างกลไกทางการเมือง และกลไกทางสังคมให้คนอื่นๆที่เห็นต่างกัน สามารถที่จะสนทนาในบรรยากาศที่อย่างน้อยที่สุด ก็คล้ายๆกับที่ทั้ง 2 คนแสดงออกต่อกันได้บ้าง”

ผมว่ามันเป็นความหวังร่วมกันที่จะออกจากความขัดแย้ง แต่ว่ามันต้องถูกทางและถูกวิธีการเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่ายาก เพราะมันยังมีความซับซ้อนของปัญหา มันยังมีบาดแผลที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา มันยังมีคนที่ได้รับผลประโยชน์จากความขัดแย้งเหล่านี้อยู่ และมันยังมีเจตนาแท้จริงของหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายอำนาจเดิมที่ต้องการที่จะให้บ้านเมืองเป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ มันยังไม่สามารถที่จะค้นหาหลักคิดที่ยอมรับตรงกันได้ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน 

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"

เศรษฐา ทวีสิน “ผู้นำหุ่นเชิด” ?

ผมเชื่อว่าคุณเศรษฐา เป็นคนมีความเป็นตัวของตัวเอง และมีความชัดเจนในตัวมากพอสมควร เรื่องภาวะผู้นำ เรื่องความเด็ดขาดทางความคิด และวิธีการทำงาน คงไม่ได้ปรากฏภาพของการเป็นหุ่นเชิดอย่างที่บางเสียงอาจจะมองเข้ามา อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องสดับรับฟังว่าสังคมบางมุม เขาสะท้อนออกมาอย่างไร  ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านต้องพิสูจน์จากการทำงานของท่านเอง

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"

4 ที่สุดทางการเมือง ของผู้ชาย ชื่อณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  

  • “ภาพจำ” ที่สุด

ผมมี "ภาพจำ" ซึ่งไม่เคยลบเลือนไปได้เลยคือเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน เหตุการณ์คืนนั้น ผมไปจากราชประสงค์ไปอยู่บนเวทีผ่านฟ้า และประกาศเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการใช้กำลังปราบปรามประชาชน เจรจากับเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผมอยู่ตลอดคืนถึงเช้า เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ดูแลคนตายคนเจ็บ และดูแลคนที่ยังอยู่ แต่สูญเสีย มันหนักหนาสาหัสสากรรจ์มากๆ ทุกคืนของวันที่ 10 เมษายนหลังจากนั้น ผมจะอยู่ในห้วงเวลาที่แผลในใจมันปริแยกออกมาทุกครั้ง มันไม่เคยรักษาหาย

ดังนั้นชีวิตทางการเมืองของผม คืนวันที่ 10 เมษายน 2553 คือที่สุด และผมไม่อยากให้ใครมาอยู่ในสถานการณ์แบบผมอีก

น้องๆที่เป็นนักต่อสู้ นักเคลื่อนไหว ในยุคหลังหลายคนมาหาผมที่นี่ หรือได้มีโอกาสพูดคุยกันก่อนหน้านี้ ผมก็บอกถ้าเขาถาม ว่ามีอะไรที่จะให้เป็นข้อคิดกับเขาบ้าง 

  1. ในวินาทีสำคัญ ถ้าจะต้องตัดสินใจอะไรในสนามต่อสู้ ให้คิดถึงความปลอดภัยของประชาชนก่อน  
  2. แม้ว่าใครก็ตามจะบอกว่าการต่อสู้ มันอาจได้มาด้วยการสูญเสีย แต่อย่าลืมว่าความสูญเสียนั้น อาจจะไม่ใช่เราผู้สูญเสีย อาจเป็นประชาชน อาจจะเป็นเพื่อนมิตรที่ร่วมอุดมการณ์กับเรา พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่ไปสู่จุดนั้น แล้วถ้ามันไปถึงจุดนั้น คุณก็จะต้องอยู่กับมันทั้งชีวิตเหมือนที่ผมอยู่กับมันมาตลอดเวลา 

ผมต้องอยู่กับมัน ความรู้สึกนั้นซึ่งมันผ่านไปได้ยาก ดังนั้นไม่ว่าใครจะว่ายังไง ไม่ว่าใครจะมองผมยังไง ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน น้อมรับ...แต่สำหรับหัวใจผม ภาระหน้าที่ในการติดตามทวงถามความเป็นธรรมให้กับผู้สูญเสียเหล่านั้น ยังคงอยู่ตลอดมา

  • “ดีที่สุด”

คือจะไปพูดเรื่องยศตำแหน่งมันก็ไม่ใช่ เพราะว่าบางคนก็บอกว่าการเป็นรัฐมนตรีก็คงดีที่สุดแล้วมั้ง แต่พูดไม่ได้เอาเท่นะครับ คือมาจนถึงวันนี้ เป็น สส. ก็ได้ เป็นรัฐมนตรีก็ได้ หรือไม่เป็นอีกแล้ว ผมก็ไม่มีปัญหา ผมใฝ่ฝันเพียงอยากเป็น สส. แต่เมื่อเดินมาถึงจุดนี้ ผมเป็นอย่างที่ผมเป็น ผมพอใจ

"ผมบอกคนรอบตัวทั้งหลาย ว่าถ้าผมเป็นตัวเองไม่ได้ ผมก็ไม่ควรจะเป็นอะไรอีกแล้ว ดังนั้นเส้นทางชีวิตหลังจากนี้ ขอเป็นตัวเอง และนี่คือคำตอบว่ามันดีที่สุด เป็นณัฐวุฒิแบบที่ณัฐวุฒิเป็นนี่แหละ ใครจะว่าอะไรยังไง ไม่เคยสนใจ ไม่เคยไปตอบโต้ราวีกับเขา เป็นเราอย่างถึงที่สุด แล้วมันจะดีที่สุด"

  • “ภูมิใจที่สุด”

เอาจริงๆนะคือการได้ต่อสู้ร่วมกับคนเสื้อแดง ผมเป็นคนมีเพื่อนเยอะ เพราะตอนเด็กๆวัยรุ่นเป็นคนเกเร เราถึงไหนถึงกันกับเพื่อนตลอดมา จนชีวิตเดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนก็มีแต่มิตรสหาย มีแต่เพื่อนฝูง แล้วก็ครบถ้วนสารพัดสถานะหลายวิชาชีพทุกวงการ แต่ผมไม่เคยนึกว่าผมจะมีเพื่อนตายมากขนาดนี้ ผมไม่นึกว่าผมจะมีเพื่อนแท้ที่ไม่เคยคบหาอะไรกันเลย บางคนไม่เคยคุยกันส่วนตัวแม้แต่คำเดียว แต่ยังมีความรู้สึก ความพร้อมที่จะเป็นตายร่วมกันตลอดมา นั่นคือสิ่งที่ผมภูมิใจ

"ผมตั้งชื่อลูกชายว่า “นปก” ความหมายว่าเป็นสายน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ซึ่งผมคุยกับภรรยาว่าเป็นความหมายที่เพราะมาก เราจึงให้ความหมายชื่อลูกแบบนี้ แต่จริงๆในความหมายในจิตวิญญาณของผม ก็คือองค์กรต่อสู้ที่ผมสู้มา นปก.  ผมตั้งชื่อลูกสาวว่า “ชาดอาภรณ์” แปลว่าเสื้อแดง เพราะว่านั่นคือสิ่งที่ผมผูกพัน ดังนั้นมันจะเป็นเครื่องย้ำเตือนอยู่ในหัวใจผมตลอดเวลา ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมจะทรยศต่อขบวนการต่อสู้นี้ไม่ได้ เพราะนั่นเป็นลูกผม ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นพ่อของ นปก. หรือพ่อของเสื้อแดง แต่ชีวิตชีวิตหนึ่ง ถ้ามันจะมีคุณค่าเกินกว่าชีวิตเรา ก็น่าจะเป็นลูกที่เกิดมาจากเลือดเนื้อของเรา ดังนั้นผมรักและผูกพันกับกระบวนการต่อสู้ที่ผมเป็นมา และไม่รู้จะให้ความหมายมันอย่างไร จึงเอามาตั้งชื่อลูกทั้งสองคน"

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"  

  • “แย่ที่สุด”

เป็นคนไม่ค่อยกลัวอะไร จึงไม่ค่อยรู้สึกว่าตรงไหนที่มันแย่ที่สุดแล้ว เพราะว่าชีวิตผมเวลาเจออะไรยากๆล้มลุกคลุกคลาน ถลอกปอกเปิกอย่างไร สุดท้ายมันก็จะผ่านไปได้ สำคัญคือเราเป็นคนยกได้ วางได้ และไม่ได้ยึดติดกับอะไร ดังนั้นในวันที่ใครต่อใครเห็นว่าผมลำบากสุดๆ อาจเป็นวันที่ผมมีความสุขกับมันก็ได้ ผมว่าคนคนหนึ่งถ้าไม่พยายามนิยามชีวิตว่าอะไรคือการพบเจอสิ่งที่แย่ที่สุดแล้ว มันเป็นคุณสมบัติบางประการของนักสู้ ตราบใดที่ยังมีชีวิต มีลมหายใจ มีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี มันจะไม่มีอะไรแย่ที่สุดในชีวิตเรา เพราะเราจะต้องผ่านมันได้ไปในที่สุด

วันที่ประกาศยุติบทบาท ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย แย่ที่สุด?

"ก็ยังครับ มันไม่มีวันไหนที่แย่ที่สุดสักวัน พรุ่งนี้ตอนเช้าผมก็ผ่านไปได้...แบบที่ผมเป็น เพียงแต่ว่าวันนั้น มันเป็นบ้านเรา มีเพื่อนเรา พี่เรา น้องเรา มีความรักและความผูกพันของเรา ส่วนที่เราเห็นต่าง ส่วนที่เราพยายามคัดค้านทัดทาน เราได้พยายามทำครบถ้วนแล้วในแบบที่เราเป็น และเคารพในเหตุผลว่าถึงที่สุดพรรคเพื่อไทยก็ต้องตัดสินใจแบบที่มันเป็นอยู่นี่แหละ เพราะเมื่อตั้งคำถามว่าแล้วจะตั้งรัฐบาลอย่างไร ถ้ากติกามันเป็นแบบนี้ ตัวเลขมีเท่านี้ คิดอย่างไรมันก็ออกสูตรนี้อยู่ดี...ดังนั้นเข้าใจกัน แต่ว่ามันขัดกับหลักการที่ผมยืน...ผมก็ไปด้วยไม่ได้...ก็เท่านั้นเอง"

เปิด (ใจ) หมดเปลือก "เต้น-ณัฐวุฒิ"  ยังคงจิตวิญญาณ "คนการเมือง"