ณ วันนั้น “กองทุนหมู่บ้าน” นอกจากจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือแก้ไขปัญหาความยากจนตามนโยบายรัฐบาลแล้ว ยังทำหน้าที่เสริมสร้างการพึ่งพาตัวเองในด้านการเรียนรู้ และพัฒนาความคิดริเริ่มต่าง ๆ ทั้งในการแก้ไขปัญหาหรือสรรสร้างสิ่งใหม่ ๆ ผ่านกระบวนการของหมู่บ้านและชุมชนนั้น ๆ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่น และหลักประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชน
การดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านปีแรก มีจังหวัดที่จัดสรรเงินแก่กองทุนหมู่บ้านที่จดทะเบียนไว้มากถึงร้อยละ 90 ผลักให้เกิดกองทุนหมู่บ้านมากถึง 66,188 กองทุน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายการสร้างแรงจูงใจ โดย 2 ปีถัดหลังจากนั้น รัฐบาลได้จัดการประเมินผลการดำเนินการของกองทุนฯ เป็นครั้งแรก แบ่งผลการดำเนินงานออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ AAA (ดี), AA (ปานกลาง) และ A (ไม่ดี) กองทุนใดที่มีผลการดำเนินงานระดับ AAA จะได้รับเงินทุนจากรัฐบาลเพิ่ม 100,000 บาท และหากบริหารงานดีอย่างต่อเนื่อง ก็จะได้สิทธิกู้ยืมต่อยอดจาก ธกส. หรือ ธนาคารออมสิน อีกด้วย
ปัจจุบัน กองทุนหมู่บ้านกลายเป็นโครงการสำคัญของประชาชน โดยเฉพาะการเป็นแหล่งเงินทุนให้กับชาวบ้านและชุมชนในสภาวการณ์ที่เศรษฐกิจของประเทศเข้าขั้นวิกฤต รายงานประจำปี 2563 สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ระบุว่ามีโครงการที่ถูกดำเนินการในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่น การจัดสรรงบประมาณให้กับกองทุนฯ กองทุนละ 200,000 บาท หรือ การที่ให้แต่ละกองทุนฯ เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ฯ ตามความสมัครใจ เป็นต้น
“กองทุนหมู่บ้าน” กลายเป็นหนึ่งในนโยบายสาธารณะ ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังถูกปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบันอยู่เสมอ นับเป็นโครงการ Microfinance ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ทำงานโดยภาครัฐ โดยมีเป้าหมายคือ “ประชาชนคิด ประชาชนใช้ และประชาชนจัดการเงินทุนทั้งหมด” ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างแท้จริง