"ผมเห็นว่าสมาชิกรัฐสภา ควรใช้ดุลพินิจ กรณีนี้ขัด มาตรา 160 จึงไม่อาจได้รับการเสนอชื่อได้ เพราะขัดรัฐธรรมนูญ หากดึงดันลงมติ อาจขัดมาตรา 231 วงเล็บ1 และตามประมวลจริยธรรม ส.ส. ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 29 และประมวลจริยธรรม ส.ว. ในข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 44 เช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่เห็นด้วยและคัดค้านการเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯ" นายประพันธ์ กล่าว
ขณะที่ "นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์" หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชี้แจงว่า คุณสมบัติที่ "นายชาดา ไทยเศรษฐ์" ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ติติงในเรื่องบุคลิกภาพ และภาวะผู้นำ ซึ่ง สิ่งที่ตนพยายามทำ คือ ฟังมากกว่าพูด และทำมากกว่าพูด เหมือนสโลแกนภูมิใจไทย และการพัฒนาภาวะผู้นำ แม้ไม่เห็นด้วย กับนายชาดา แต่นายชาดา มีเสรีภาพในการพูด และเวทีนี้เป็นการเลือกนายกฯ ไม่ใช่แก้กฎหมายใดๆ ดังนั้น ผู้นำที่ดีต้องอดทนอดกลั้น ทนฟังว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง
ส่วนที่มีการพูดถึงเอ็มโอยู 8 พรรคการเมือง ซึ่งเรื่องนี้เป็นการทำความเข้าใจร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ผูกขาดชุดความคิด ซึ่งเป็นหน้าที่ของสภาแก้ไข และพูดอย่างมีวุฒิภาวะ เพื่อเป็นทางออกของประเทศ
ส่วนกรณีที่นายประพันธ์ พาดพิงนั้น ยืนยันว่าตนยังมีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบด้วยความชอบธรรม เพราะยังไม่รู้ข้อกล่าวหา หรือประเด็นไหน แต่สมมติฐานให้บริสุทธ์ไว้ก่อน ดังนั้น จะมีศาลเตี้ยในสภาไม่ได้ และ 62 มีเหตุการณ์แบบนี้ รัฐบาลรวมได้ 249 เสียงข้างมาก ไม่มีแตกแถว ซึ่งตนรัดกุม สอบถาม กกต. ป.ป.ช. ตั้งแต่เป็นส.ส. ครั้งแรก และตลอดไป ที่ยอมรับการตรวจสอบ ต่างจากบางคนที่ไม่เคยอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ