“พวกเรากำลังทำงานอย่างหนักในการทำลายกำแพง และมีความขมักเขม้นแข็งขันในการทำความเข้าใจกับสองสภา พิธาฯ ได้กล่าวประโยคนี้ที่รัฐสภาฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา “มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง”
เขายังกล่าวเสริมด้วยว่า “เขามั่นใจว่าจะมีเสียงสนับสนุนเพียงพอ” เวลานี้เขายังต้องการอีก 64 เสียง เพื่อสนับสนุนให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรี
ดูเหมือนว่า พิธา กำลังสร้างแรงกระเพื่อมและสะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีทางที่จะสกัดกั้นไม่ให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ด้วยความหวังอย่างยิ่งว่า จะเป็นแรงกดดันไปยงบรรดาวุฒิสมาชิกให้หันมาสนับสนุนเขา (เป็นคำกล่าวของ ปีเตอร์ มัฟฟอร์ด จากกลุ่มงานเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และหัวหน้าคณะที่ปรึกษาของ “ยูเรเซียกรุ๊ป” แต่ดูเหมือนว่ายุทธศาสตร์ที่ใช้ยังห่างไกลความเป็นจริงอีกมาก”
การอยู่ในฐานะ “ว่าที่นายกรัฐมนตรี” ในขณะนี้ของพิธามีส่วนช่วยกระตุ้นและแรงเสริมให้กับผู้ให้การสนับสนุนพรรคก้าวไกล ซึ่งใช้การกดดันบรรดา วุฒิสมาชิก ผ่านการรณรงค์ออนไลน์ การอภิปรายสาธารณะ และการเดินประท้วงตามท้องถนนเพื่อยืนยันการให้การสนับสนุนของพวกเขาต่อตัว “พิธา” แต่ดูเหมือน “เสียงเรียกร้องเหล่านี้จะไม่ได้ผลเพราะบรรดาวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ค่อนข้างเก็บตัวเงียบและไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ในที่สาธารณะว่าพวกเขาจะให้การสนับสนุนพิธาหรือไม่อย่างไร
วุฒิสมาชิกหลายท่าน ยังคงต่อต้านการเข้ามามีอำนาจของ “พิธา” ด้วยความเห็นที่ส่วนใหญ่มองไปที่แนวทางจุดยืนของพรรคก้าวไกลที่ต้องการแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในการลดโทษต่อผู้กล่าวหาจาบจ้วงพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์
บรรดาวุฒิสมาชิกไม่เห็นด้วยกับความไม่เคารพสถาบันฯ รวมทั้งแผนการณ์ที่จะมีการปฎิรูปและถอนรากถอนโคนปัญหาต่างๆ ในสังคมไทย ทั้งนี้ วุฒิสมาชิก ประพันธ์ (วัย 69 ปี) กล่าวว่า “มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”
พิธา ได้ปฎิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว “เขาบอกว่าเขาเพียงพยายามจะปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์และราชวงศ์กับประชาชน”
ความเห็นของพิธาดังกล่าว ขีดเส้นใต้ให้เห็นถึงความประหลาดพิลึกกึกกือที่ถาโถมเข้าใส่พิธาและเหล่าพรรคร่วมฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยว่ามีมากแค่ไหน ยิ่งกว่านั้น เมื่อพรรคก้าวไกลได้กล่าวกับพันธมิตรของตัวเองที่อยู่ผ่ายอนุรักษ์นิยมว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่จะชนะได้อย่างเด็ดขาดคือการได้เสียงสนับสนุนจากบรรดา สว. ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เรื่องลับๆ ที่ไม่ได้เปิดเผยเป็นการทั่วไป คือ พรรคก้าวไกลได้ส่งบรรดาแกนนำพรรคคนสำคัญให้ติดต่อเข้าหาบรรดาวุฒิสมาชิกโดยตรงเป็นรายบุคคล อีกทั้งยังอาศัยสายสัมพันธ์ในเชิงมิตรภาพส่วนบุคคล ความเป็นเครือญาติความใกล้ชิดของบรรดาผู้เกี่ยวข้องให้ช่วยทำให้แนวทางของก้าวไกลประสบความสำเร็จ
พริษฐ์ วัชรสินธุ์ ในฐานะผู้จัดการฝ่ายการรณรงค์ฯ ได้กล่าวว่า “เวลานี้เราใช้ทุกวิถีทางที่มีในการติดต่อสื่อสารกับบรรดาวุฒิสมาชิกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ตัวพริษฐ์ฯ เองเป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในคณะเจรจากับบรรดาวุฒิสมาชิก"