แต่สุดท้ายของเกมต่อรองคราวนี้เชื่อว่า "พรรคเพื่อไทย" จะปิดเกมนี้แบบรวบหัวรวบหางเพื่อบีบ"พรรคก้าวไกล" และพันธมิตรอีก 6 พรรคที่โยนเงื่อนไขการทำงานร่วมกันในคราวนี้เพื่อวางหมากใหม่ที่น่าจะมีการล้างไพ่ในการร่วมสร้างขั้วอำนาจใหม่ (อ่านจังหวะจากลีลาล่าสุดของ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย)
รัฐธรรมนูญ ระบุ ไว้ว่าครม.ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี 35 ตำแหน่ง หากไล่เรียงกระทรวงต่างๆที่จะบริหารร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 3.35 ล้านล้านบาท(ประกาศใช้1ต.ค.2566) ดังนี้
• สำนักนายกรัฐมนตรี
• กระทรวงกลาโหม
• กระทรวงการคลัง
• กระทรวงการต่างประเทศ
• กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
• กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
• กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
• กระทรวงคมนาคม
• กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
• กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
• กระทรวงพลังงาน
• กระทรวงพาณิชย์
• กระทรวงมหาดไทย
• กระทรวงยุติธรรม
• กระทรวงแรงงาน
• กระทรวงวัฒนธรรม
• กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
• กระทรวงศึกษาธิการ
• กระทรวงสาธารณสุข
• กระทรวงอุตสาหกรรม
รายชื่อกระทรวงเหล่านี้นั้น แน่นอนว่า คนการเมืองหวังปักธงในตำแหน่งที่ต้องการ ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวหลังการนับคะแนนเสร็จใหม่ๆว่า พรรคก้าวไกลปักหมุดจองกระทรวงมหาดไทย คลัง กลาโหม ศึกษาธิการ ต่างประเทศ ดีอีเอส รวมทั้งพลังงานไว้เป็นชั้นต้น และสอดรับกับ"พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" หัวหน้าพรรคเคยกล่าวว่า พรรคสนใจดูแลกระทรวงเหล่านี้เพราะสอดรับนโยบายพรรคก้าวไกลที่หาเสียงไว้
แต่ "พรรคเพื่อไทย" ท้วงติงว่า หากจัดสรรเก้าอี้แบบนี้น่าจะไม่เหมาะสม และควรหารือกันใหม่ให้สอดรับกับภารกิจของทุกพรรค แม้"ก้าวไกล"จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลก็ตาม และกระทรวงที่"พรรคสีส้ม"แสดงความต้องการนั้น นับเป็นกระทรวงสำคัญในการบริหารประเทศ
แม้"พรรคเพื่อไทย"น่าจะได้กระทรวงเกรดเอที่เหลือ เช่น คมนาคม เกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์ สาธารณสุข แต่หากเทียบชิ้นปลามันที่พรรคก้าวไกลแสดงความต้องการไว้นั้น นับว่าคนละเรื่องเลยทีเดียว
ส่วนกระแสข่าว "พรรคไทยสร้างไทย" +"พรรคประชาชาติ"ขยับทวงโควต้ารมต.ไปด้วยนั้น ตรงนี้ก็เป็นอีกแรงต่อรองที่ยิงตรงไปยังพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย ให้จัดสรรกระทรวงที่พอเปิดพื้นที่หาแต้มให้สองพรรคนี้ด้วยเช่นกัน
ไม่ใช่ว่าสองพรรคหลักจะเจียดกระทรวงอะไรก็ได้ให้สองพรรคนี้ไปทำงาน หากสมการการแบ่งเก้าอี้ 14+1 เป็นเยี่ยงนี้ เชื่อขนมกินเลยว่า ไม่มีใครรับสภาพเก้าอี้ที่"พรรคสีส้ม"จัดสรรมาให้เป็นแน่แท้ ดังนั้นต้องจับตาการต่อรองเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนฯให้ดีว่าจะออกหัวหรือก้อย เพราะจะเชื่อมโยงการแบ่งเก้าอี้รมต.ไปในตัว และคนที่เดือดร้อนที่สุดคือ ส.ส.และแกนนำหลากมุ้งในพท.หากต้องสมยอมกับกติกาที่"พรรคสีส้ม"วางไว้
พินิจข้อมูลวงในของ"พรรคเพื่อไทย"ที่วางสมมติฐานใหม่ทางการเมืองว่า หากสุดทางรักแล้ว "พรรคก้าวไกล" มิอาจเดินถึงฝั่งฝันและต้องส่งมอบสิทธิในการตั้งรัฐบาลให้พรรคอันดับสองและเงื่อนไขที่จะจับมือไว้แล้วไปด้วยกันนั้น มิอาจเป็นไปได้ "พรรคเพื่อไทย"จะเปิดพื้นที่ดีลกับพรรคอื่นๆในขั้วอำนาจเดิม( ตัดพรรครวมไทยสร้างชาติ 36 ส.ส.ออกไปเป็นชั้นแรก) มาผสม
ดีลใหม่ของ "พรรคเพื่อไทย" กับขั้วอำนาจเดิมจะง่ายกว่าเงื่อนไขที่เคยดีลกับ"พรรคสีส้ม"หรือไม่ หากมองลึกๆแล้ว พรรคฝั่งอำนาจเก่าที่พรรคเพื่อไทยจ่อเปิดดีลพื่อสลับขั้ว/ล้างไพ่ใหม่ในการกุมสภาพแกนนำทางการเมืองในวันนี้/วันหน้า และพท.ต้องวางภารกิจปฏิรูปพรรคทั้งระบบเพื่อดึงแต้มกลับคืนเพื่อไว้ช่วงชิงมวลชนกับพรรคก้าวไกลในสี่ปีข้างหน้าก็เป็นภารกิจที่ไม่ใช่งานง่ายๆ แต่พท.ยุคนี้ต้องเร่งขยับ
แว่วว่าหาก"พรรคเพื่อไทย"เปิดดีลกับบางพรรคใน 8 ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล( ตัดพรรคก้าวไกลออกจากสมมติฐานนี้ รวมทั้งพรรคไทยสร้างไทยที่ยืนยันไม่ร่วมงานกับพรรคสองลุง และพรรคเล็กๆที่มีความสุ่มเสี่ยงข้อหาแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ) ให้ไปร่วมงาน และทาบทามพรรคขั้วอำนาจเก่า เช่น "ชาติไทยพัฒนา"( 10 ส.ส.) "ชาติพัฒนากล้า"( 2 ส.ส.)และพรรคที่มี 1 ส.ส.เช่น "พรรคครูไทยเพื่อประชาชน" "พรรคประชาธิปไตยใหม่" "พรรคท้องที่ไทย" "พรรคใหม่"
บวกเข้ากับ"พรรคพลังประชารัฐ"( 40 ส.ส.) ที่พอจะต่อสายส.ว.บางส่วนมาเทแต้มให้ และอาจทาบพรรคภูมิใจไทยที่มี 71 ส.ส.เข้ามาด้วย ตัวเลขชั้นต้นอาจจะออกมาดังนี้
พรรคเพื่อไทย (141ส.ส.)+พรรคพลังประชารัฐ (40ส.ส.)+พรรคภูมิใจไทย (71 ส.ส.)+พรรคชาติไทยพัฒนา(10ส.ส.)+ พรรคประชาชาติ (9ส.ส.)+ พรรคเพื่อไทรวมพลัง(2ส.ส.)+พรรคชาติพัฒนากล้า(2ส.ส.) +พรรคหนึ่งเสียงคือ พรรคพลังสังคมใหม่/พรรคเสรีรวมไทย/ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน/ พรรคประชาธิปไตยใหม่/ พรรคท้องที่ไทย/ พรรคใหม่ ( 6ส.ส.)
สิริรวม 281 ส.ส.เพียงพอที่จะเป็นเสียงข้างมากขั้วใหม่ในขั้นต้น และนำส.ว.สายลุงป้อมราว 50 - 80 คน ผนวกกับส.ว.สายพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง รวมทั้งอาจขอแรงส.ว.สายพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาที่มี 120-150 คนมาจำนวนหนึ่ง
ตัวเลข 376 เสียงไม่น่าจะใกล้เกินฝัน เพราะตัดตัวแปรหลักที่ทำให้การขอเสียงจากส.ว.เกิดขึ้นยากออกไปแล้วและการแบ่งเก้าอี้ครม. พท.น่าจะเจรจากันได้ง่ายกว่าแผนเดิมที่เคยคุยกับพรรคก้าวไกล แม้บางเก้าอี้จะต้องคุยกันหนักเช่นกันกับบางพรรคในการดีลลับ
อีกปัจจัยหนึ่งที่มิควรมองข้ามและตอนนี้ยังไม่ค่อยมีการกล่าวถึง นั่นคือ ภารกิจที่ทุกพรรคต้องวางตารางการเมืองล้างปรากฏการณ์ คสช.ในช่วงเก้าปีที่วางระบบไว้คือ แก้รัฐธรรมนูญด้วยการตั้งสสร.ชุดใหม่และช่วงพ.ค.2567 ต้องมีการสรรหาส.ว.ชุดใหม่เข้ามารับไม้ต่อจากส.ว.ชุดนี้ หากแต่ละพรรคหวังที่จะเดินต่อไป ต้องวางคู่แข่งลำดับแรกที่ต้องปะทะในทุกเวทีคือ"พรรคสีส้ม"นั้น การสกัดโอกาสไม่ให้"พรรคก้าวไกล"วางเครือข่ายสสร.และส.ว.ชุดใหม่ใน 77 จังหวัดได้และมีโอกาสบริหารอำนาจรัฐให้น้อยที่สุดนั้นนับเป็นภารกิจลับที่ทุกพรรคจะดำเนินการแน่นอน
ดังนั้นเกมใหม่ที่ใกล้เริ่มขึ้นนั้น ต้องจับตาว่า สภาวะของคีย์แมน"พรรคสีส้ม"จะมีสภาพเช่นใดกับสารพันคดีที่รอการวินิจฉัย-การต่อรองเก้าอี้ของพรรคก้าวไกลกับ"พรรคเพื่อไทย"-การดีลขอ 64 เสียง หากหมากเหล่านี้ขยับพลาดไปหนึ่งจังหวะ ปิดเกม 312 เสียงไปได้เลย และรอการเปิดเกมใหม่สำหรับการคั่วนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ว่าจะอยู่ในโคว ต้าพรรคใด
เพราะหากจังหวะขยับมาแบบนี้ "พรรคก้าวไกล"ปักธงว่าที่ฝ่ายค้านอีกหนึ่งสมัยแน่นอน