สนับสนุนก้าวไกลปฏิรูปสังคม แต่บางเรื่องไม่ควรแตะ
"ดร.ฐิติ" กล่าวว่า ไทม์ไลน์บางอย่างนั้นก็ไม่ควรแตะ บางอย่างควรมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ผมอยากจะให้น้องๆ"พรรคก้าวไกล" มองเรื่องของปัญหาสังคมที่เขาจับอยู่ถูกแล้ว ที่จะตรงประเด็นคือเรื่องหวย บ่อน ซ่อง ยาของเถื่อน หรือเรื่องของเศรษฐกิจที่เกิดความเหลื่อมล้ำ รวยกระจุกจนกระจาย เห็นไหมฮะจะกี่ปีก็พอดีพรรคบางพรรคที่เป็นทุนใหม่ทำไมกระแสถึงไม่ถล่มทลาย เพราะว่าการเป็นผู้นำมาตลอด ความยากจนก็ยังไม่ได้แก้ปัญหา โครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจ เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่อยากจะให้พรรคก้าวไกลรีบดำเนินการเรื่องนี้มากกว่าครับ
"ดร.ฐิติ" กล่าวว่า ในแง่ของรัฐศาสตร์ ไม่ได้จำกัดช่วงเวลาของอายุ วัย คือทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะลงเลือกตั้ง แต่ในแง่ประเด็นของทางรัฐศาสตร์ บางครั้ง แนวความคิดทางรัฐศาสตร์ ในแนวลึก เราต้องดูว่าในการก้าวขึ้นมาในจังหวะเวลาขณะนี้ ถ้าสมมุติว่า"คุณพิธา"ขึ้นในขณะนี้ ประเด็นที่จะเกิดขึ้นมีอะไรบ้างในสังคมไทย
อย่างเช่น อาจจะเป็น Hard Power ที่ไม่ใช่ Soft Power สังคมอาจจะเกิดการปะทะอย่างรุนแรง ถ้าคนผิดทางไม่ปรับ ลดระดับบทบาทลง ความเห็นต่างที่ไม่เห็นด้วยในหลายๆอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของมาตรา 112 หรือ โดยเฉพาะโครงสร้างทางสังคมเดิมที่อาจจะต้องการปฏิวัติ ผมใช้คำว่าปฏิรูปดีกว่านะครับ อย่างรวดเร็วนี้อาจจะยังทำไม่ได้
ประเด็นของ"คุณพิธา"อาจจะเจออุปสรรคและปัญหาทั้งนอกสภา และขั้นตอนต่อไป คือในสภา และก็ยังมีกระบวนการทางสังคมอีก เพราะฉะนั้นนี่คือการก้าวฝ่าด่าน
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ผมมองในแง่ความสวยงาม ทางด้านรัฐศาสตร์คือศิลปะแห่งความงดงาม ความขัดแย้งและเปลี่ยนแปลง แต่กระบวนการนั้นอาจจะต้องมีความเจ็บปวด มีการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งถือว่าวันนี้"คุณพิธา" อายุยังไม่มาก ประเด็นต่างๆที่จุดกระแสวันนี้อาจจะยังไม่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่อาจจะเป็นผลในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นการก้าวขึ้นของ"คุณพิธา"ในวันนี้อุปสรรคเยอะมากครับ
"ก้าวไกล"อ้างว่า ได้รับเสียงสนับสนุน 14 ล้านเสียง
"ดร.ฐิติ" กล่าวว่า อยู่ที่ช้อยส์การตัดสินใจต่อไปของการตัดสินใจที่ประกาศการขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาล สมมุตว่าพรรคอันดับ 1 จัดตั้งไม่สำเร็จเป็นพรรคอันดับสอง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดกรณี ปัญหานี้เกิดขึ้น จะเกิดความขัดแย้งระหว่าง"ส้มกับแดง" เพราะว่าในขณะเดียวกัน มหาชนที่เลือกเขาสิบกว่าล้านคน มีความคาดหวังกับสิ่งพันธะสัญญา เขาเรียกว่าเจตนารมณ์ที่"พิธา"ประกาศไว้ต่อสัญญาประชาชน จะเป็นตัวที่ทำให้มหาชนมุ่งหวังในตัว"คุณพิธา"และพรรคก้าวไกลอย่างมากมาย
ในขณะเดียวกัน"คุณพิธา"ก็ประกาศ แล้วว่าตัวเองเป็นว่าที่ผู้นำประเทศเป็นว่าที่นายก แต่ว่าถ้าเกิดมันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น แน่นอน มวลชนของฝ่ายส้ม อาจจะเกิดการขับเคลื่อนขึ้น ทีนี้ถ้าเกิดว่าพรรคอันดับหนึ่งตั้งไม่ได้เป็นพรรคอันดับสอง แน่นอนก็ต้องเกิดความไม่พึงพอใจกับเครือข่ายมวลชนของสีส้ม
ส้ม-แดง แรงปะทะรอบใหม่และอาจมีสีเหลือง
"ดร.ฐิติ" กล่าวว่า ถ้าย้อนกลับไปอดีต ความขัดแย้งในบ้านเมืองเราจะเป็นลักษณะฝ่ายสนับสนุน รัฐประหารกับ ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล ประชาธิปไตยทำให้เกิดผลผลิตคือ สีแดงสีเหลือง นั่นเป็นจุดที่จะทำให้เกิดการปะทะขึ้น
"ผมต้องขออนุญาตเล่าเรื่องราวของรัฐประหารเล็กน้อย "เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายก็หยุดลงเป็นภาษิตโรมันตั้งแต่สมัยซีซ่า" และรัฐประหารครั้งแรกของโลก เมื่อหลายพันปี ก็ยังเป็นเงื่อนไขเดิม เป็นโบราณมากคือ เงื่อนไขก่อความไม่สงบ เกิดความขัดแย้ง เกิดปัญหาเรื่องเสถียรภาพของประเทศทั้งหมด เมื่อนั้นจึงเกิดความชอบธรรม ในสมัยซีซ่านั้นทหารกจึงจำเป็นรักษาความชอบธรรม จึงมีการยึดอำนาจ"
"การยึดอำนาจ มีข้อดี คือมีเอกภาพในการปกครอง แต่มีข้อเสียและไม่สามารถตรวจสอบระบบของการปกครองได้เลย ไม่ว่าจะเป็นไปยืมอะไรของใครมา เราก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ แล้วก็จะมีผลทางเศรษฐกิจด้วย ทีนี้ถ้าเกิดวาระนั้นขึ้นจะเป็นช่องว่างที่ทำให้ฝ่ายที่จำเป็นต้องรักษาความสงบเดินออกมา"
"ดร.ฐิติ" เสนอทางออกว่า ทุกฝ่ายควรหาทางออกร่วมกันและควรที่จะจับมือกันประสานใจ โดยเฉพาะอย่าไปกำหนดกฎเกณฑ์ว่าคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ เราควรที่จะพูดว่าอย่างนั้นเรามากู้สถานการณ์ร่วมกันเป็นคนไทยหัวใจเดียวกันจับมือประสานใจกันดีไหม แล้วพากระบวนการประชาธิปไตยให้พัฒนาขึ้น
และบางเรื่องของโครงสร้างทางสังคมอย่าเพิ่งไปแตะ อย่างเช่นโครงสร้างของสังคมไทยที่เป็นเสาหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราอย่าเพิ่งไปยุ่งตรงนั้น เราควรที่จะแก้ปัญหาทีละขั้นตอนไปก่อน ผมว่าน่าจะเป็นทางออกของสังคมไทย
"ก้าวไกล"พลาดหวังไม่ได้เป็นรัฐบาล มวลชนลงถนน?
"ดร.ฐิติ" กล่าวว่า มวลชนมีความคาดหวังเยอะในสายของ"ก้าวไกล" บวกกับการจัดตั้งคำมั่นสัญญา ฉะนั้นมวลชนของ"สีส้ม" เขาจะเป็นมวลชนธรรมชาติ แล้วสิ่งที่เราคาดคะเน จะก่อกระบวนการมวลชนที่ขึ้นเป็นหย่อมๆตามจุดต่างๆทั่วประเทศ ขณะนี้โลกออนไลน์นี่ทันสมัยมาก ดังนั้นการก่อขบวนการมวลชน การจัดตั้ง ไม่จำเป็นจะต้องมารวมกระจุกเดียว สามารถที่จะแยกกระจายไปทั่วทั้งหมดได้
"ฉะนั้นแนวคิดของสีส้ม น่าจะเป็นการจัดตั้งบวกกับมวลชนธรรมชาติ ซึ่งน่าจะมีการเผชิญหน้ากันระหว่างแดงกับส้ม เพราะว่าแดงเองเขาต้องการให้สายเพื่อไทยขึ้น จากกรณีนี้ ผมเชื่อว่าเป็นการปะทะกันแน่ๆระหว่างแดงกับส้ม"
"ประเด็นการขึ้นเป็นผู้นำประเทศ จะเป็นประเด็นระหว่างพรรคเบอร์หนึ่งกับเบอร์สอง แต่ถ้ามีเงื่อนไขปัจจัยอื่น กรณี"ก้าวไกล"สร้างโจทย์ขึ้นมาอีก ก็จะมีสีเหลืองออกมา คราวนี้จะกลายเป็นสามสีพอสามสีขึ้นมาปั๊บเสถียรภาพของประเทศจะเกิดปัญหาวุ่นวาย"
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงประเมินแล้วว่า จะเกิดขึ้นแน่ๆ ผมเชื่อว่าในจิตใจของประชาชนคนทั้งโลกไม่อยากจะให้เกิดการยับยั้ง กระบวนการประชาธิปไตย ทางที่ดี"คุณพิธา"กับ"พรรคก้าวไกล" ซึ่งผมเองรู้จักคนบางส่วนควรหาทางออกให้ประเทศดีไหม หรือไม่เป็นทางออกร่วมกันกับทุกฝ่ายของประเทศ
อันนี้เราพูดในฐานะคนกลางที่ห่วงใยประเทศ ควรถอยคนละก้าว ทีนี้คำว่าถอยคนละก้าวของผม ไม่ใช่ถอยแบบยอมแพ้ แต่เป็นการถอยลงมาที่ผลประโยชน์ชาติ และประชาชน เพื่อเป็นทางเลือก ทางรอด ทางออกของประเทศ เราถอยกันคนละก้าว ทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ถอยมายืนในจุดเดียวกันก็คือ ช่วยกันแก้ปัญหาของประเทศ
"ดร.ฐิติ" ยกตัวอย่างมี 4 ดวง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชนคือการปกครอง เรามาหาทางออกด้านการปกครองกันก่อนดีกว่า ดังนั้นถอยคนละก้าว แต่มายืนในจุดเดียวกันคือผลประโยชน์ชาติและประชาชน แล้วก็พัฒนากระบวนการประชาธิปไตยให้เดินหน้าไปทีละขั้นตอน
ึความวุ่นวาย จะทำให้มีรัฐประหาร?
"ดร.ฐิติ" กล่าวว่า ถ้าใครบอกว่ารัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย จะไม่มีใครกล้าพูดอย่างนี้ ผมเชื่อว่า พี่ๆ ทั้ง 4 เหล่าทัพ ไม่ได้อยากจะลงมาทำ เพราะการลงมา ผลสะท้อนของสังคมโลกเกิดปัญหามากมายเลย แต่ว่าด้วยเหตุสุดวิสัยเท่านั้นกองทัพถึงจะต้องลง เพราะฉะนั้นประเด็นอยู่ที่ว่าเราจะต้องถอยคนละก้าวเพื่อมาหาทางออกร่วมกันมากกว่า ผมเชื่อว่า ทหารยุคใหม่นี้มีความเป็นประชาธิปไตยสูง แล้วก็ไม่มีใครอยากจะลงมือทำรัฐประหาร เพราะการทำรัฐประหารผลกระทบเยอะ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
" มีข้อดีประการเดียวคือ รักษาเอกภาพและความมั่นคง แต่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม เพราะฉะนั้นรัฐประหารเป็นทางเลือกสุดท้ายของการตอบโจทย์ด้านการปกครอง" ดร.ฐิติ กลุ่มทายาท นิติ มธ. กล่าวทิ้งท้าย