แต่โมเดลนี้ก็ยังต้องลุ้นว่า ส.ว. จะโหวตให้หรือไม่ หรือถ้า ส.ว. ยื่นเงื่อนไข ห้ามมีการเสนอแก้ ม.112 ก็จะทำให้ “ก้าวไกล” ตกที่นั่งลำบาก อาจถูกแฟนคลับกดดันให้ถอนตัว
และถ้าสมมติ “ก้าวไกล” ตัดสินใจถอนตัว จำนวนเสียงของ ส.ส. ก็จะหายไปบานตะไท ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา "รัฐบาลส้มหล่น สูตรที่ 1" ก็ไปต่อไม่ได้เช่นกัน
โมเดล “รัฐบาลส้มหล่น สูตรที่ 2”
โมเดล “รัฐบาลส้มหล่น สูตรที่ 2” จริงๆ แล้วเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะจะกลายเป็นตราบาปของ “พรรคเพื่อไทย” แต่ถ้ากล้าตัดสินใจมาทางเวย์นี้ โอกาสเป็นแกนนำรัฐบาลก็จะเปิดกว้าง ด้วยจะได้เสียง ส.ว. ส่วนหนึ่งพ่วงเข้ามาช่วยสนับสนุนให้แคนดิเดตฯ ของ “พรรคเพื่อไทย” เป็นนายกฯ
โดยไฮไลต์ของ โมเดล “รัฐบาลส้มหล่น สูตรที่ 2” ก็คือ การที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ยุบพรรค แล้ว ส.ส. ไหลเข้า “เพื่อไทย” ตามข่าวสะพัดในช่วงเวลานี้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง แต่หากพูดถึงในแง่ของหนทางที่จะทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องบอกว่า สูตรนี้นี่แหละ จะทำให้มีโอกาสมากที่สุด โดยโมเดล “รัฐบาลส้มหล่น สูตรที่ 2” จะมีพรรคต่างๆ เข้าร่วมดังนี้
พรรคเพื่อไทย 151 เสียง + ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ 40 เสียง ที่ไหลเข้ามา (รวมเป็น 181 เสียง) + พรรคภูมิใจไทย 71 เสียง + พรรคประชาธิปัตย์ 25 เสียง + พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง +พรรคประชาชาติ 9 เสียง + พรรคชาติไทยพัฒนากล้า 2 เสียง + พรรคจิ๋ว (กลุ่มนับเบอร์) 7 เสียง = 305 เสียง
ซึ่งด้วยสูตรนี้ นอกจากจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพแล้ว และด้วยบารมี “บิ๊กป้อม” (แม้จะประกาศวางมือ แต่คาดว่าจะเปลี่ยนบทบาทไปคุมเกมอยู่เบื้องหลัง) ที่มีคอนเนคชั่นกับ ส.ว. จำนวนหนึ่ง ทำให้โอกาสที่ ส.ว. จะโหวตสนับสนุน จนทำให้จำนวนเสียงเกิน 376 มีความเป็นไปได้ที่สูง
นอกจากนั้นก็ยังมีความเป็นไปได้ในสูตรอื่นๆ อีก แต่ก็ไม่ต่างกับสูตรนี้เท่าใดนัก อาจะมีพรรคเล็กบางพรรคเพิ่มเติมเข้ามา หรือบางพรรคเล็กหลุดไป แต่โดยโครงสร้างหลักๆ ก็ประมาณ โมเดล “รัฐบาลส้มหล่น สูตรที่ 2”