นายพิธา บอกถึงขั้นตอนต่อไปหลังจากลงนาม MOU แล้วว่า คงต้องเป็นการเดินสาย พบพี่น้องประชาชนกลุ่มต่างๆ ขณะที่คณะกรรมการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลก็ไม่ได้มีเพียงพรรคก้าวไกล ในการพบปะหารือครั้งต่อไปจึงจะเชิญพรรคร่วมรัฐบาลมาฟังปัญหาจากผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อจัดทำนโยบายรวมแถลงต่อรัฐสภา และนำเอาผู้มีความรู้จริงมาบริหารกระทรวงที่เหมาะสม ส่วนตำแหน่งของกระทรวงเศรษฐกิจนั้น ก็จะต้องเป็นคนมีความรู้ความสามารถทางเศรษฐกิจ
เมื่อถามว่าจะสามารถคืนความมั่นใจของนักลงทุนได้อย่างไร เนื่องจากหลังเลือกตั้งหุ้นตกลงอย่างต่อเนื่อง นายพิธา ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้ไม่ใช่เรื่องศักยภาพของประเทศ แต่เป็นความผันผวนทางการเมือง เพราะเท่าที่ผ่านมา เคยมีพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งแต่ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่แน่นอน จึงต้องเร่งสร้างความมั่นใจว่าระบบการเมืองมีความแน่นอน สะท้อนเจตจำนงของประชาชน จึงจะสามารถคืนเสถียรภาพของการลงทุนกลับมาได้
ส่วนกรณีที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า โต้แย้งบางประเด็นในเนื้อหา MOU โดยเฉพาะข้อห่วงใยเรื่อง ม.112 นายพิธา ระบุว่า เข้าใจความกังวลใจของ นายปิยะบุตร แต่ข้อความก็คือข้อความ ส่วนเนื้อหาใน MOU ก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร
เมื่อถามว่าสาเหตุที่การแถลงข่าวเมื่อวานนี้ ล่าช้ากว่ากำหนด ก็มีการแก้ไขเนื้อหาบางส่วน รวมถึงตัดประเด็นนิรโทษกรรมออกใช่หรือไม่ นายพิธา ระบุว่า ไม่ใช่แค่นั้น เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ล่าช้า รวมถึงประเด็นกัญชาที่ต้องมาแก้ในวินาทีสุดท้าย