เนชั่นทีวี

การเมือง

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ทบทวนอดีตสู่ปัจจุบัน กระตุกเตือน 9 ปีแห่งการ "เสียของ"

10 พ.ค. 2566 | สุรชาติ บำรุงสุข

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ทบทวนอดีตสู่ปัจจุบัน กระตุกเตือน 9 ปีแห่งการ "เสียของ"

หากผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามโพลแล้ว จะเป็นคำตอบในตัวเองว่า รัฐประหารไม่อาจเหนี่ยวรั้งกระแสประชาธิปไตยได้เลย ทำรัฐประหารอีกก็ "เสียของ" อีกอย่างแน่นอน  ติดตามในเจาะประเด็น โดย "ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข"

เราคงจำกันได้ดีถึงวาทกรรมฝ่ายขาวจัด ที่กล่าวถึงผลของการรัฐประหาร 2549 ว่า "เสียของ" เพราะว่าในที่สุดแล้ว พรรคการเมืองที่ถูกโค่นล้มด้วยการยึดอำนาจในครั้งนั้น ชนะการเลือกตั้ง และกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งอย่างที่พวกเขาคาดไม่ถึง

อาการ "เสียของ" ในทางการเมือง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บรรดาฝ่ายขวาจัดซึ่งไม่ตอบรับในเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตย และการเมืองในระบบรัฐสภาตัดสินใจกลับไปสู่การทำรัฐประหารอีกครั้งในปี 2557 ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า รัฐประหารครั้งนี้มีการเตรียมการมาล่วงหน้าทั้งในทางการเมืองและการทหาร มีการเชื่อมต่อระหว่างแกนนำในการประท้วงกับผู้นำทหารอย่างใกล้ชิด พร้อมกับมีการสร้างเครือข่ายมวลชนสาย "รัฐประหารนิยม" ให้เกิดในวงกว้างของสังคมไทย

เราคงต้องยอมรับว่า รัฐประหาร 2557 มีกระบวนการคิดและการเตรียม การมาเป็นระยะเวลาพอสมควร ก่อนที่การตัดสินใจสุดท้ายจะเกิดขึ้นจริงในวันที่ 22 พฤษภาคม กล่าวคือ ผู้นำทหารที่เข้าร่วมก่อการ
และกลุ่มผู้นำสายขวาจัดที่เปิดการเคลื่อนไหวบนถนน ภายใต้สัญลักษณ์ "ธงชาติและนกหวีด" นั้น มั่นใจในชัยชนะของพวกเขาอย่างไม่มีข้อสงสัย … การเตรียมการทุกอย่างพร้อมหมด เนื่องจากม็อบบนถนนเปิดการเคลื่อนไหวสร้างกระแสจน "สุกงอม" รอเพียงการประกาศยึดอำนาจอย่างเป็นทางการเท่านั้น

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ทบทวนอดีตสู่ปัจจุบัน กระตุกเตือน 9 ปีแห่งการ "เสียของ"

ผู้นำรัฐประหารที่ผนึกกำลังเข้าร่วมกับกลุ่มขวาจัดในการเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำ ผู้นำพลเรือนปีกขวาในสายต่างๆ โดยมีความสนับสนุนจากกลุ่มทุนใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดกับผู้นำรัฐประหาร ซึ่งในยุคปัจจุบันอาจต้องเรียกว่า "โอลิการ์กไทย" ทั้งยังมีองค์กรอิสระทางการเมืองที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือสำคัญอีกด้วย ดังนั้น การกำเนิดของรัฐบาลทหาร 2557 จึงเป็นความพร้อมอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ "เสียของ" ในทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

การเตรียมการเช่นนี้ทำให้ระบอบรัฐประหารดำเนินไปได้อย่างดีและปูทางในเวลาต่อมาไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งมีนาคม 2562 อันเป็นการตอกย้ำว่า รัฐประหาร 2557 จะไม่ "เสียของ" อย่างแน่นอน และเมื่อเลือกตั้งแล้ว ผู้นำรัฐประหารคนเดิมจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการจัดตั้ง "พรรคทหาร" เช่นอดีตผู้นำรัฐประหารในอดีตอย่างจอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ และจอมพลถนอม 

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ทบทวนอดีตสู่ปัจจุบัน กระตุกเตือน 9 ปีแห่งการ "เสียของ"

แต่การอยู่ในอำนาจภายใต้เงื่อนไขของระบบรัฐสภา ที่แม้อำนาจหลายส่วนยังอยู่ในมือของผู้นำทหาร แต่ก็ไม่ใช่การเมืองแบบ "เบ็ดเสร็จ" ที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะรัฐประหารหลัง 2557
การเมืองในระบบรัฐสภาหลังเลือกตั้ง 2562 มีพลวัตรในตัวเอง แม้ "รัฐบาลทหารแบบเลือกตั้ง" จะสร้างความเป็น "ระบอบไฮบริด" ให้เกิดในการเมืองไทย แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะควบคุมทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ โดยเฉพาะปัจจัย 3 ประการ คือ 

บทบาทของพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

บทบาทของมวลชนหลายภาคส่วนที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาล

บทบาทของคนรุ่นใหม่ที่มีมุมมองทางการเมืองต่างจากฝ่ายรัฐและกลุ่มชนชั้นนำ

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ทบทวนอดีตสู่ปัจจุบัน กระตุกเตือน 9 ปีแห่งการ "เสียของ"

บทบาททั้ง 3 ส่วนเช่นนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยโลกโซเชี่ยลและสื่อสังคมออนไลน์ อีกทั้งยังถูกท้าทายอย่างมากจาก "ปัญหาความมั่นคงด้านสาธารณสุข" ชุดที่ใหญ่ที่สุดของโลกปัจจุบันคือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังถูกท้าทายซ้ำจาก "ปัญหาความมั่นคงทางทหาร" ชุดที่รุนแรงที่สุดของโลกยุคปัจจุบันคือ วิกฤตการณ์สงครามยูเครน และการกำเนิดของ "สงครามเย็นใหม่" ซึ่งทำให้เกิดวิกฤติสืบเนื่องตามมาไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร ค่าครองชีพ และการขยายตัวของความยากจน

แต่ดูเหมือนว่าในสายตาของคนส่วนใหญ่ในสังคมแล้ว รัฐบาลเลือกตั้งของผู้นำรัฐประหารดูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก โดยเฉพาะการจัดการทางเศรษฐกิจที่แม้จะมีการผลักดันโครงการประชานิยมขนาดใหญ่หลายโครงการในช่วงการระบาดใหญ่ แต่ก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จในการแก้วิกฤต ข้อวิจารณ์ถึง "9 ปีแห่งความยากจน" และ "การเอื้ออาทรต่อทุนใหญ่" เช่น ปัญหาพลังงานเป็นประเด็นที่คนในสังคมความเห็นร่วมกันอย่างมากถึงการขาดประสิทธิภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหา

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ทบทวนอดีตสู่ปัจจุบัน กระตุกเตือน 9 ปีแห่งการ "เสียของ"

ฉะนั้น หากพิจารณาตัวเลขจากผลโพล สัดส่วนเสียงที่พรรคฝ่ายค้านได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกครั้งที่มีการวัด และยิ่งสำรวจยิ่งเห็นถึงสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในทางตรงข้าม การเพิ่มเช่นนี้มีนัยถึง การลดลงของพรรคฝ่ายรัฐบาลโดยรวม โดยเฉพาะพรรค พปชร. และ รทสช. (ดูจาก “เนชั่นโพล” ทั้งสองครั้ง) การพ่ายแพ้ตามที่ปรากฏในผลโพล ชี้ชัดว่า 9 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐประหารพฤษภาคม 2557 จนถึงเลือกตั้งพฤษภาคม 2566 นั้น เป็นอาการ "เสียของ" อย่างแน่นอน เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการเมืองตามที่ฝ่ายขวาจัดต้องการได้ ขณะเดียวกันก็เผชิญกับความเข้มแข็งของกระแสประชาธิปไตยที่เติบโตมากขึ้น 

ดังนั้น หากผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามโพลแล้ว จะเป็นคำตอบในตัวเองว่ารัฐประหารไม่อาจเหนี่ยวรั้งกระแสประชาธิปไตยได้เลย … ทำรัฐประหารอีกก็ "เสียของ" อีกอย่างแน่นอน 

และทั้งยังชี้ให้เห็นถึง การถดถอยของกระแสขวาจัดในการเมืองไทย แต่มิได้หมายความว่าปีกขวาจัดสิ้นพลังลงหมดแล้ว 

ฉะนั้น การดิ้นรนสุดท้ายอาจมีนัยถึงการมี "คณะกรรมการโกงการเลือกตั้ง" (ไม่นัยกับองค์กรอื่นใดทั้งสิ้น เผอิญตัวย่อเหมือนกันคือ "กกต.") เพื่อที่จะต้องไม่ "เสียของ" ในการเลือกตั้ง 2566!

ข่าวล่าสุด