การเตรียมการเช่นนี้ทำให้ระบอบรัฐประหารดำเนินไปได้อย่างดีและปูทางในเวลาต่อมาไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งมีนาคม 2562 อันเป็นการตอกย้ำว่า รัฐประหาร 2557 จะไม่ "เสียของ" อย่างแน่นอน และเมื่อเลือกตั้งแล้ว ผู้นำรัฐประหารคนเดิมจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการจัดตั้ง "พรรคทหาร" เช่นอดีตผู้นำรัฐประหารในอดีตอย่างจอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ และจอมพลถนอม
แต่การอยู่ในอำนาจภายใต้เงื่อนไขของระบบรัฐสภา ที่แม้อำนาจหลายส่วนยังอยู่ในมือของผู้นำทหาร แต่ก็ไม่ใช่การเมืองแบบ "เบ็ดเสร็จ" ที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะรัฐประหารหลัง 2557
การเมืองในระบบรัฐสภาหลังเลือกตั้ง 2562 มีพลวัตรในตัวเอง แม้ "รัฐบาลทหารแบบเลือกตั้ง" จะสร้างความเป็น "ระบอบไฮบริด" ให้เกิดในการเมืองไทย แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะควบคุมทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ โดยเฉพาะปัจจัย 3 ประการ คือ
บทบาทของพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
บทบาทของมวลชนหลายภาคส่วนที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาล
บทบาทของคนรุ่นใหม่ที่มีมุมมองทางการเมืองต่างจากฝ่ายรัฐและกลุ่มชนชั้นนำ
บทบาททั้ง 3 ส่วนเช่นนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยโลกโซเชี่ยลและสื่อสังคมออนไลน์ อีกทั้งยังถูกท้าทายอย่างมากจาก "ปัญหาความมั่นคงด้านสาธารณสุข" ชุดที่ใหญ่ที่สุดของโลกปัจจุบันคือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังถูกท้าทายซ้ำจาก "ปัญหาความมั่นคงทางทหาร" ชุดที่รุนแรงที่สุดของโลกยุคปัจจุบันคือ วิกฤตการณ์สงครามยูเครน และการกำเนิดของ "สงครามเย็นใหม่" ซึ่งทำให้เกิดวิกฤติสืบเนื่องตามมาไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร ค่าครองชีพ และการขยายตัวของความยากจน
แต่ดูเหมือนว่าในสายตาของคนส่วนใหญ่ในสังคมแล้ว รัฐบาลเลือกตั้งของผู้นำรัฐประหารดูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก โดยเฉพาะการจัดการทางเศรษฐกิจที่แม้จะมีการผลักดันโครงการประชานิยมขนาดใหญ่หลายโครงการในช่วงการระบาดใหญ่ แต่ก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จในการแก้วิกฤต ข้อวิจารณ์ถึง "9 ปีแห่งความยากจน" และ "การเอื้ออาทรต่อทุนใหญ่" เช่น ปัญหาพลังงานเป็นประเด็นที่คนในสังคมความเห็นร่วมกันอย่างมากถึงการขาดประสิทธิภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหา
ฉะนั้น หากพิจารณาตัวเลขจากผลโพล สัดส่วนเสียงที่พรรคฝ่ายค้านได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกครั้งที่มีการวัด และยิ่งสำรวจยิ่งเห็นถึงสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในทางตรงข้าม การเพิ่มเช่นนี้มีนัยถึง การลดลงของพรรคฝ่ายรัฐบาลโดยรวม โดยเฉพาะพรรค พปชร. และ รทสช. (ดูจาก “เนชั่นโพล” ทั้งสองครั้ง) การพ่ายแพ้ตามที่ปรากฏในผลโพล ชี้ชัดว่า 9 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐประหารพฤษภาคม 2557 จนถึงเลือกตั้งพฤษภาคม 2566 นั้น เป็นอาการ "เสียของ" อย่างแน่นอน เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการเมืองตามที่ฝ่ายขวาจัดต้องการได้ ขณะเดียวกันก็เผชิญกับความเข้มแข็งของกระแสประชาธิปไตยที่เติบโตมากขึ้น
ดังนั้น หากผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามโพลแล้ว จะเป็นคำตอบในตัวเองว่ารัฐประหารไม่อาจเหนี่ยวรั้งกระแสประชาธิปไตยได้เลย … ทำรัฐประหารอีกก็ "เสียของ" อีกอย่างแน่นอน
และทั้งยังชี้ให้เห็นถึง การถดถอยของกระแสขวาจัดในการเมืองไทย แต่มิได้หมายความว่าปีกขวาจัดสิ้นพลังลงหมดแล้ว
ฉะนั้น การดิ้นรนสุดท้ายอาจมีนัยถึงการมี "คณะกรรมการโกงการเลือกตั้ง" (ไม่นัยกับองค์กรอื่นใดทั้งสิ้น เผอิญตัวย่อเหมือนกันคือ "กกต.") เพื่อที่จะต้องไม่ "เสียของ" ในการเลือกตั้ง 2566!