"เพื่อไทย" แจง กกต. แจกเงินหมื่น ใช้งบปกติ+ภาษี ระบุ 70 นโยบาย 3 ล้านล้าน
20 เม.ย. 2566 | tinakit_rat

"เพื่อไทย" แจง กกต. แจกเงินหมื่น ใช้งบปกติ+ภาษี ระบุ 70 นโยบายหาเสียงใช้เงินทั้งหมด 3 ล้านล้าน ตลอดระยะเวลา 4 ปีตามวาระรัฐบาล
การเมือง
20 เม.ย. 2566 | tinakit_rat

"เพื่อไทย" แจง กกต. แจกเงินหมื่น ใช้งบปกติ+ภาษี ระบุ 70 นโยบายหาเสียงใช้เงินทั้งหมด 3 ล้านล้าน ตลอดระยะเวลา 4 ปีตามวาระรัฐบาล
20 เมษายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สำนักคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้กำหนดให้พรรคการเมืองต้องชี้แจง นโยบายหาเสียงที่ต้องใช้งบประมาณ ตามมาตรา 57 ซึ่งกำหนดส่งข้อมูลชี้แจงวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา
พรรคเพื่อไทย ที่นำเสนอนโยบายหาเสียงกระเป๋าเงินดิจิทัลเติมเงิน 10,000 บาท ให้กับประชาชนตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งหลายฝ่ายวิพากวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง และถูกจับตาอย่างมาก ว่าจะหาเงินอย่างไร มีวิธีการดำเนินการแบบนั้น
จากหนังสือชี้แจงของพรรคเพื่อไทย ที่ส่งให้กกต.พิจารณา เรื่อง การกำหนดนโยบายที่ใช้ในการประกาศโฆษณาของพรรคเพื่อไทย ตามที่พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 57 บังคับไว้ ในส่วนของการกำหนดนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงิน ต้องระบุ 3 เรื่อง คือ
1.วงเงินที่ต้องใช้
2.ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ
3.ความคุ้มค่า ประโยชน์ในการดำเนินการ และความเสี่ยง
ลงนามโดยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค ยืนยันในเอกสารดังกล่าวว่า ได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน มาตั้งแต่การยึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อปี 2557 การกำหนดนโยบายและวงเงินงบประมาณ ที่จะใช้ต้องคำนึงถึงสถานะการเงินที่เป็นอยู่ เมื่อได้รับโอกาสบริหารประเทศ นโยบายและวงเงินที่จะใช้ จึงอาจมีการปรับให้เข้ากับสถานการณ์และอาจต้องผูกพันธ์งบประมาณต่อเนื่อง เพื่อความสำเร็จของโครงการ
สำหรับเอกสารดังกล่าว ได้เสนอนโยบาย 15 ด้าน รวมทั้งสิ้น 70 เรื่อง โดยมีกรอบวงเงินที่ใช้ดำเนินการตลอดระยะเวลา 4 ปีตามวาระรัฐบาล รวมเป็นเงินประมาณ 3 ล้านล้านบาท
ในขณะที่นโยบายที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล วงเงินที่ต้องใช้ 560,000 ล้านบาท โดยมีที่มาของงบประมาณที่จะนำมาใช้ดำเนินการ มาจากงบประมาณปกติ และภาษี
โดยมีรายละเอียดที่มาแหล่งเงิน วงเงิน 560,000 ล้านบาท มีดังนี้ จากการบริหารระบบงบประมาณและระบบภาษี
1.ประมาณการรายได้รัฐที่เพิ่มขึ้นในปี 2567 จำนวน 260,000 ล้านบาท
2.ภาษีที่ได้มาจากผลคูณต่อเศรษฐกิจจากนโยบาย 100,000 ล้านบาท
3.การบริหารจัดการงบประมาณ 130,000 ล้านบาท
4.การบริหารงบประมาณด้านสวัสดิการที่ซ้ำซ้อน 90,000 ล้านบาท ทั้งหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ตามสถานการณ์ด้านการคลังของประเทศ
ด้านความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ประชาชนได้รับเงินดิจิทัล ที่มีเงื่อนไขเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการกระตุ้นและการพฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างเท่าเทียมและสูงกว่าเม็ดเงินที่ใช้
ประชาชนทุกคน มีกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อมาตรการทางการคลังในอนาคต เพราะสามารถใส่โปรแกรม เพื่อระบุเงื่อนไขในเงินดิจิทัล ทำให้มาตรการทางการคลังมีประสิทธิภาพสูงสุด ประเทศเข้าสู่ระบบการเงินรูปแบบใหม่ ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อรองรับการเปลี่ยนของระบบการเงินโลก และภาคธุรกิจได้รับอานิสงส์ จากกำลังซื้อประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างเท่าเทียมทั่วถึงในทุกพื้นที่
นอกจากนี้นโยบายจำนวน 70 เรื่อง ได้ชี้แจงวงเงิน ที่มางบประมาณ ความคุ้มค่าและประโยชน์ที่จะได้รับ ในหัวข้ออื่นๆ อาทิ