แต่วันนี้ “ลุงป้อม” ท่านออกสเต็ปแบบ “สมรักษ์ คำสิงห์” เวลาต่อยมวยไม่ต้องเจ็บตัว แต่ได้แต้ม อันนี้มันก็เป็นเรื่องของโค้ช เป็นเรื่องของเทรนเนอร์ เป็นเรื่องของทีมงาน พี่เลี้ยง ว่าวางแนวทางการต่อสู้อย่างไร เขาก็พิจารณาเหมือนผมเนี่ยแหละว่า สตอรี่ที่มาที่ไปของผู้นำเขา ควรจะไปทางไหน
อย่างวันที่ไปโคราช เป็นวันที่ “ลุงตู่” ออกอาวุธเลยนะครับ ท่านออกหมัดซัด “พลังประชารัฐ” ซัด “ภูมิใจไทย” และซัด “ประชาธิปัตย์”
การที่ท่านพูดเรื่อง “ประกันรายได้” มันไปไม่ไหว แล้วท่านก็เสนอเรื่องไร่ละ 2,000 บาท อันนี้ก็คือซัด “ประชาธิปัตย์” การที่บอกว่า เติมเงินบัตรสวัสดิการฯ เอาไป 1,000 บาทเลย อันนี้ก็ซัด “ลุงป้อม” การที่บอกว่า ใครล่ะเอาโควิดอยู่ ทำโครงสร้างพื้นฐาน ท่านใช้คำว่า อย่าลืมนะว่า ใครเป็นคนอนุมัติ ก็ซัด “ภูมิใจไทย” เต็มๆ
ย้อนตำนานเกมยี้ ขยี้กลุ่ม 16
จากสไตล์มวยไฟต์เตอร์ “ลุงตู่” ที่ดุดัน “รศ.ดร.ธนพร” ได้เชื่อมโยงไปยังเกมการเมืองในอดีต ที่ได้มีการนำมาบดขยี้พรรคการเมืองพรรคหนึ่งในวันนี้ ทั้งประเด็น "ปมประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม" , "กัญชาเสรี" และ "รุกที่ดินเขากระโดง ที่ จ.บุรีรัมย์"
คือผมไม่ยืนยันหรอกครับว่า ใครรับงานใคร แต่ผมกำลังจะอธิบายว่า ผลที่ได้ มันได้อะไร ผมขอย้อนเวลากลับไปสมัย “รัฐบาลคุณบรรหาร” ประมาณ ปี 2538 เกือบ 30 ปีที่แล้ว เราจำได้ไหมครับว่า ตอนนั้นมันมีกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งเรียกว่า “กลุ่ม 16” แล้ว “พรรคประชาธิปัตย์” ก็ขยี้กลุ่มนี้ โดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เป็นที่มาของ “กลุ่มรัฐมนตรียี้”
ภาษาปัจจุบันเขาเรียกว่า “การตีตรา” หรือการทำให้ความเชื่อเป็นความจริง คือทำให้คนเชื่อว่า คนกลุ่มนี้คือคนชั่ว สลักหลังเอาไว้เลยว่า “กลุ่มยี้” ซึ่งมันก็มีผลให้พลังทางการเมืองของคนกลุ่มนี้ลดน้อยถอยลง เพราะสังคมไม่เอา สังคมไม่มีการตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก
และวันนี้ “พรรคภูมิใจไทย” ก็โดนอาวุธของ “รวมไทยสร้างชาติ” ดอกนี้แหละครับ ซึ่งแกนนำของ “รวมไทยสร้างชาติ” ในปัจจุบัน ก็คือผู้ลงมือปฏิบัติการตีตรา “กลุ่ม 16” ให้ได้ชื่อว่า “กลุ่มยี้” เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว
เราอย่าลืมนะครับว่า “รวมไทยสร้างชาติ” ไม่มีทางได้คะแนนเสียงเลือกตั้งเท่า “ภูมิใจไทย” แต่วิธีการก็คือ ต้องทำให้โหวตเตอร์เลือก “ภูมิใจไทย” น้อยลง เลือก “รวมไทยสร้างชาติ" มากขึ้น เพื่อไม่ให้แต้มมันห่างกัน
แล้วเวลาเขาต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาล ผู้มีพาวเวอร์ ผู้มีบารมี ครูใหญ่ใน “พรรคภูมิใจไทย” ก็จะถูกสังคมยี้ สังคมไม่ไว้วางใจ สังคมหวาดระแวงว่า คนเหล่านี้คือคนที่จะเข้ามาหาผลประโยชน์ทางการเมือง ก็เท่ากับเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับ “ลุงตู่” ในการจัดตั้งรัฐบาล
จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนหรอกครับ ถ้าเราเข้าใจกลยุทธ์ทางการเมือง เริ่มจากคำว่า “การเมือง คือการทำให้ความเชื่อ เป็นความจริง” ถ้าวันนี้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า นักการเมืองคนนั้นไม่ดี นักการเมืองคนนั้นก็มีโอกาสน้อยมากที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ตัวเองต้องการได้ เท่ากับว่าอำนาจต่อรองของเขาลดลง
เกมยี้อำมหิต ขยี้จุดอ่อน
“รศ.ดร.ธนพร” ระบุว่า เกมการเมืองที่ “พรรคภูมิใจไทย” กำลังประสบ จะบอกว่าไม่เป็นธรรม ก็ไม่ใช่สักทีเดียว เพราะต้องยอมรับ “พรรคภูมิใจไทย” เองก็มีข้อกังขาในประเด็นที่ถูกพาดพิง “เกมยี้อำมหิต ขยี้จุดอ่อน” ในอดีต จึงถูกนำกลับมาใช้กับพรรคดังกล่าว...อีกครั้ง
ผมอ่านเกมจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น อ่านตามหน้าไพ่ การกระทำสำคัญกว่าคำพูด เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้น เป็นสิ่งยืนยันว่า เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต้องมีการจัดเตรียม ไม่เช่นนั้นกระบวนการทุกอย่างมันไม่ไหลลื่นอย่างนี้ แล้วใครได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ล่ะครับ
พรรคที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้มากที่สุดคือ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” เพราะจุดขายของเขาคือ ความซื่อสัตย์สุจริต วันนี้มีใครเห็นนโยบายของ “รวมไทยสร้างชาติ” บ้าง ? เพราะขายอย่างเดียวคือ “ลุงตู่ผู้ซื่อสัตย์” แล้วก็สาปแช่งนักการเมืองที่โคตรโกง มันมีอะไรมากไปกว่านี้อีกล่ะ
การแข่งขันทางการเมือง มีแท็คติกหลายรูปแบบ ทั้งจัดการความเสี่ยง ส่งเครือข่ายไปลงหลายๆ พรรค ฝากเลี้ยง ฯลฯ ทุกคนก็ปรับแท็คติกไปตามสถานการณ์ แต่กรณีนี้ก็คือ ทำให้เห็นว่า “ลุงตู่” เป็นผู้นำที่เด็ดขาด ที่เกลียดการคอร์รัปชั่น แล้วก็พร้อมที่จะบังคับใช้กฎหมายกับเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล ซึ่งตรงนี้เป็นจุดขายของ “รวมไทยสร้างชาติ”
แล้วเรื่องรถไฟฟ้าสายสีส้ม เรื่องกัญชา มันก็มีข้อกังขาจริงๆ แต่ในทำนองเดียวกัน “พรรคภูมิใจไทย” ก็ได้มีโอกาสชี้แจง เพราะนี่คือการแข่งขัน คือการต่อสู้ทางการเมือง