เนชั่นทีวี

การเมือง

"สภามร."แถลง 3 สาเหตุ  "สืบพงษ์" พ้นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

28 ก.พ. 2566 | thamsathit_pol

"สภามร."แถลง 3 สาเหตุ  "สืบพงษ์" พ้นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

"สภามร."แถลง3สาเหตุ  "สืบพงษ์" พ้นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว ยันเลิกจ้างเพราะช่วยพ่อตาซุกที่ดิน ปลอมวุฒิการศึกษา บิดเบือนฎีกา เตือนอย่าแอบอ้างแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน

28 กุมภาพันธ์ 2566  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27ก.พ.ที่ผ่านมา "นายวีระพล ตั้งสุวรรณ" นายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงออกประกาศสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง เรื่อง ให้ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย และลูกจ้างมหาวิทยาลัยทุกระดับปฏิบัติตามมติของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง  โดยมีใจความว่า 

 

ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติและคำสั่งของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 และต่อมาศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งยกคำขอของ ผู้ช่วยศาตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ เกี่ยวกับคำร้องขอให้บังคับตามคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566  แล้ว นั้น

ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 4/2566 วาระที่ 5.1 เมื่อวันที่27  กุมภาพันธ์2566 สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากขณะนี้ได้เกิดเหตุความสับสนวุ่นวายและความไม่เข้าใจในอำนาจการบริหารงานของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่มหาวิทยาลัยรามคำแหงอย่างมาก

 

อาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2451มาตรา18 สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงมีมติให้ออกประกาศฉบับนี้เพื่อให้บุคลากรทุกฝ่ายของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเข้าใจข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและยึดถือปฏิบัติดังต่อไปนี้

"สภามร."แถลง 3 สาเหตุ  "สืบพงษ์" พ้นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง
1. ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติและคำสั่งของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่13  กุมภาพันธ์ 2566 เนื่องมาจาก"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์  ปราบใหญ่" เป็นผู้ขาดจริยธรรมต้องห้ามเป็นผู้บริหารด้วยสาเหตุสามประการ กล่าวคือ "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่"ช่วยเหลือ"นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม" ซึ่งถูก ปปช. กล่าวหาว่าเป็นผู้ร่ำรวยผิดปกติ ช่วยปกปิดทรัพย์สินและเมื่อถูกดำเนินคดี จนกระทั่งศาลฎีกาพิพากษาให้ยึดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน แต่ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์  ปราบใหญ่ ก็ไม่แจ้งให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งเป็นต้นสังกัดทราบ ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามมติของคณะรัฐมนตรี และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาพ.ศ. 2547 มาตรา39  วรรคสี่ และมาตรา 40

ประการที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่   นำวุฒิการศึกษาปริญญาเอกที่ไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ)มาสมัครเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตำแหน่งอาจารย์ คณะศึกษาศาสตร์ 

"สภามร."แถลง 3 สาเหตุ  "สืบพงษ์" พ้นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

และประการที่สาม "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ได้ยื่นหนังสือทูลเกล้าถวายฎีกาโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง นั้น ในขณะที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติถอดถอน "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ให้พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 นั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ยังคงมีสถานะเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่เนื่องจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้บอกเลิกสัญญาจ้าง"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ตั้งแต่ เมื่อวันที่ 15พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ก่อนที่ศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งทุเการบังคับตามมติของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงดังกล่าว "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" จึงไม่มีสถานะเป็นพนักงานหาวิทยาลัย ตำแหน่งอาจารย์ คณะศึกษาศาสตร์ รวมถึงไม่มีคุณสมบัติและสถานะใด ๆ รองรับให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้อีกต่อไป

 

"สภามร."แถลง 3 สาเหตุ  "สืบพงษ์" พ้นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง
แม้ต่อมา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ศาลปกครองกลางจะได้มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาให้ทุเลาการบังคับตามมติและคำสั่งที่ให้ถอดถอน"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" จากอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และทุเลาการบังคับตามมติและคำสั่งที่ให้แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี แต่คำสั่งของศาลปกครองกลางดังกล่าวก็มีได้วินิจฉัยและคุ้มครองเกี่ยวกับการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยของผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ รวมถึงการบอกเลิกสัญญาจ้างของมหาวิทยาลัยรามคำแหงแต่อย่างใด

 

ดังนั้น การให้"ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สืบพงษ์ ปราบใหญ่" กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอธิการบดีต่อไป ทั้ง ๆ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างไปแล้วย่อมทำให้เกิดความลักลั่นในทางปฏิบัติ และขัดต่อพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหงพ.ศ. 2541 มาตรา23  และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547เพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2551 มาตรา 4.18และ 65/2 อีกด้วย เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่สอง) พ.ศ. 2551มาตรา 4 ,18และ65/2  กำหนดให้อธิการบดีเป็นตำแหน่งประเภทผู้บริหารและผู้ที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้จะต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือต้องเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยเท่านั้น

 

กรณีดังกล่าวจึงเป็นการพันวิสัยที่จะให้"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" กลับมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงในขณะนี้ได้


ทั้งนี้ หาก"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์  ปราบใหญ่"  ไม่เห็นด้วยกับสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ จะต้องไปดำเนินการใช้สิทธิตามกฎหมายในเรื่องนั้น ๆ แยกต่างหากเป็นอีกกรณีไป ดังที่ศาลปกครองกลางได้ระบุไว้ในคำสั่งยกคำขอของผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่เกี่ยวกับคำร้องขอให้บังคับตามคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา เมื่อวันที่20 กุมภาพันธ์2566    


2.  คำสั่งทุเลาการบังคับตามมติและคำสั่งของสภามหาวิทยาลัยของศาลปกครองกลาง มีผลบังคับนับแต่วันที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้รับแจ้งคำสั่ง คือ วันที่ 13 กุมภาพันธ์2566  ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ข้อ72 วรรคท้าย และมีผลคุ้มครองเฉพาะตำแหน่งอธิการบดีเท่านั้น ไม่ได้คุ้มครองตำแหน่งรองอธิการบดีด้วย ดังนั้นผู้ที่ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีในขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ต้องพ้นจากตำแหน่งไป ตั้งแต่วันที่ 8 พฤตจิกายน2565  ซึ่งเป็นวันที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติถอดถอน"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ให้พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีแล้ว

 

3. "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์  ปราบใหญ่" มิได้เป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงในขณะนี้ และผู้ที่ดำรงตำแหน่งรองอธิการบตีในขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สืบพงษ์ ปราบใหญ่เป็นอธิการบดีนั้น ได้พ้นจากตำแหน่งรองอธิการบดีไปแล้วทั้งหมด "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" และรองอธิการบดีดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยรามคำแหงตามกฎหมาย การที่"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" กระทำการใด ๆ ในฐานะอธิการบดีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงและรองอธิการบดีตังกล่าวกระทำการใด ๆ ในฐานะรองอธิการบดี ย่อมเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ซึ่งถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 และกรณีที่"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" กับ อดีตรองอธิการบดีบางคน บุกรุกเข้าไปใช้ห้องทำงานและห้องประชุมของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งถือเป็นสถานที่ราชการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจนทำให้เกิดความสับสนต่อการปฏิบัติราชการย่อมเข้าข่ายมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362และเป็นความผิดทางวินัยอีกด้วย

 

ทั้งนี้ การกระทำใด ๆ ของ"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ที่อ้างว่ากระทำในฐานะอธิการบดีและการกระทำใด ๆ ของอดีตรองอธิการบดีที่อ้างว่ากระทำในฐานะรองอธิการบดีนั้น ย่อมไม่มีผลตามกฎหมายเพราะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ

 

เพื่อให้การบริหารงานของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและความเสียหายแก่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงขอให้บุคลากรทุกฝ่ายยึดถือและปฏิบัติตามผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี ภายใต้คำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่13 /2566 และ ที่31 /2566 และรองอธิการบดีภายใต้คำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 15/2566 ตลอดจนบุคลากร ภายใต้คำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 420/2566 และ 422/2566 จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันและขอให้ถือปฏิบัติต่อไป
 

ข่าวล่าสุด