ประการที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ นำวุฒิการศึกษาปริญญาเอกที่ไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ)มาสมัครเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตำแหน่งอาจารย์ คณะศึกษาศาสตร์
และประการที่สาม "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ได้ยื่นหนังสือทูลเกล้าถวายฎีกาโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง นั้น ในขณะที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติถอดถอน "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ให้พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 นั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ยังคงมีสถานะเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่เนื่องจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้บอกเลิกสัญญาจ้าง"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ตั้งแต่ เมื่อวันที่ 15พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ก่อนที่ศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งทุเการบังคับตามมติของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงดังกล่าว "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" จึงไม่มีสถานะเป็นพนักงานหาวิทยาลัย ตำแหน่งอาจารย์ คณะศึกษาศาสตร์ รวมถึงไม่มีคุณสมบัติและสถานะใด ๆ รองรับให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้อีกต่อไป
แม้ต่อมา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ศาลปกครองกลางจะได้มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาให้ทุเลาการบังคับตามมติและคำสั่งที่ให้ถอดถอน"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" จากอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง และทุเลาการบังคับตามมติและคำสั่งที่ให้แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี แต่คำสั่งของศาลปกครองกลางดังกล่าวก็มีได้วินิจฉัยและคุ้มครองเกี่ยวกับการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยของผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ รวมถึงการบอกเลิกสัญญาจ้างของมหาวิทยาลัยรามคำแหงแต่อย่างใด
ดังนั้น การให้"ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สืบพงษ์ ปราบใหญ่" กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอธิการบดีต่อไป ทั้ง ๆ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างไปแล้วย่อมทำให้เกิดความลักลั่นในทางปฏิบัติ และขัดต่อพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหงพ.ศ. 2541 มาตรา23 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547เพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2551 มาตรา 4.18และ 65/2 อีกด้วย เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่สอง) พ.ศ. 2551มาตรา 4 ,18และ65/2 กำหนดให้อธิการบดีเป็นตำแหน่งประเภทผู้บริหารและผู้ที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้จะต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือต้องเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยเท่านั้น
กรณีดังกล่าวจึงเป็นการพันวิสัยที่จะให้"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" กลับมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงในขณะนี้ได้
ทั้งนี้ หาก"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ไม่เห็นด้วยกับสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ จะต้องไปดำเนินการใช้สิทธิตามกฎหมายในเรื่องนั้น ๆ แยกต่างหากเป็นอีกกรณีไป ดังที่ศาลปกครองกลางได้ระบุไว้ในคำสั่งยกคำขอของผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่เกี่ยวกับคำร้องขอให้บังคับตามคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา เมื่อวันที่20 กุมภาพันธ์2566
2. คำสั่งทุเลาการบังคับตามมติและคำสั่งของสภามหาวิทยาลัยของศาลปกครองกลาง มีผลบังคับนับแต่วันที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้รับแจ้งคำสั่ง คือ วันที่ 13 กุมภาพันธ์2566 ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ข้อ72 วรรคท้าย และมีผลคุ้มครองเฉพาะตำแหน่งอธิการบดีเท่านั้น ไม่ได้คุ้มครองตำแหน่งรองอธิการบดีด้วย ดังนั้นผู้ที่ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีในขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ต้องพ้นจากตำแหน่งไป ตั้งแต่วันที่ 8 พฤตจิกายน2565 ซึ่งเป็นวันที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติถอดถอน"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ให้พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีแล้ว
3. "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" มิได้เป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงในขณะนี้ และผู้ที่ดำรงตำแหน่งรองอธิการบตีในขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สืบพงษ์ ปราบใหญ่เป็นอธิการบดีนั้น ได้พ้นจากตำแหน่งรองอธิการบดีไปแล้วทั้งหมด "ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" และรองอธิการบดีดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยรามคำแหงตามกฎหมาย การที่"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" กระทำการใด ๆ ในฐานะอธิการบดีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงและรองอธิการบดีตังกล่าวกระทำการใด ๆ ในฐานะรองอธิการบดี ย่อมเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ซึ่งถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 และกรณีที่"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" กับ อดีตรองอธิการบดีบางคน บุกรุกเข้าไปใช้ห้องทำงานและห้องประชุมของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งถือเป็นสถานที่ราชการ โดยไม่ได้รับอนุญาตจนทำให้เกิดความสับสนต่อการปฏิบัติราชการย่อมเข้าข่ายมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362และเป็นความผิดทางวินัยอีกด้วย
ทั้งนี้ การกระทำใด ๆ ของ"ผู้ช่วยศาสตราจารย์สืบพงษ์ ปราบใหญ่" ที่อ้างว่ากระทำในฐานะอธิการบดีและการกระทำใด ๆ ของอดีตรองอธิการบดีที่อ้างว่ากระทำในฐานะรองอธิการบดีนั้น ย่อมไม่มีผลตามกฎหมายเพราะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ
เพื่อให้การบริหารงานของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและความเสียหายแก่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงขอให้บุคลากรทุกฝ่ายยึดถือและปฏิบัติตามผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี ภายใต้คำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่13 /2566 และ ที่31 /2566 และรองอธิการบดีภายใต้คำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 15/2566 ตลอดจนบุคลากร ภายใต้คำสั่งสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 420/2566 และ 422/2566 จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันและขอให้ถือปฏิบัติต่อไป