เนชั่นทีวี

Business

ประกันรถยนต์มีกี่ประเภท? เปรียบเทียบความคุ้มครองก่อนเลือกซื้อ

11 ส.ค. 2569 | PR NEWS

ประกันรถยนต์มีกี่ประเภท? เปรียบเทียบความคุ้มครองก่อนเลือกซื้อ

ประกันรถยนต์เป็นตัวช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถเสียหาย หรือเกิดเหตุไม่คาดคิด ซึ่งแต่ละแผนมีขอบเขตความคุ้มครองและเงื่อนไขแตกต่างกัน ก่อนซื้อประกันรถยนต์ จึงควรพิจารณาทั้งอายุรถ ลักษณะการขับขี่ ความเสี่ยง และงบประมาณ  บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าประกันรถยนต์แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร แต่ละชั้นคุ้มครองอะไรบ้าง พร้อมวิธีเลือก และเปรียบเทียบแผนให้เหมาะกับการใช้งานจริง

ประกันรถยนต์คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ประกันรถยนต์ คืออะไร

 

ประกันรถยนต์ คือการทำสัญญาเพื่อรับความคุ้มครองตามขอบเขตและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ เช่น ค่าซ่อมรถของคู่กรณี ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าซ่อมรถของเราเองในบางแผน โดยความคุ้มครองจะแตกต่างกันตามประเภทประกันที่เลือก

 

ข้อดีของการมีประกันรถ คือ

  • ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  • ช่วยดูแลความเสียหายของรถคู่กรณีตามเงื่อนไขกรมธรรม์
  • บางแผนคุ้มครองค่าซ่อมรถของผู้เอาประกันด้วย
  • ช่วยรับมือกับเหตุไม่คาดคิดได้ง่ายขึ้น
  • มีช่องทางให้คำแนะนำและช่วยประสานงานเมื่อเกิดเหตุ

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนเลือกซื้อควรเปรียบเทียบประกันรถยนต์ ชั้น 1, 2 และ 3 รวมถึงตรวจสอบความคุ้มครอง วงเงิน ข้อยกเว้น และค่าเสียหายส่วนแรกให้ครบ เพื่อให้ได้แผนที่เหมาะกับรถและลักษณะการใช้งานจริง

ประกันรถยนต์มีกี่ประเภท แต่ละชั้นคุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันภัยรถยนต์ โดยทั่วไปแบ่งเป็นชั้น 1, 2+, 2, 3+ และ 3 ซึ่งแต่ละประเภทจะให้ความคุ้มครอง วงเงินชดเชย และเบี้ยประกันที่ต่างกัน ดังนี้

 

  • ประกันรถยนต์ชั้น 1

ประกันรถยนต์ชั้น 1 ให้ความคุ้มครองค่อนข้างครอบคลุม ทั้งความเสียหายต่อรถของผู้เอาประกัน รถคู่กรณี ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลภายนอก รวมถึงกรณีรถสูญหายหรือไฟไหม้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เหมาะกับรถใหม่ ผู้ขับขี่มือใหม่ ผู้ที่ใช้รถเป็นประจำ หรือผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถของตนเอง 

 

  • ประกันรถยนต์ชั้น 2+

ประกันรถยนต์2+ ให้ความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และดูแลความเสียหายของรถผู้เอาประกันจากเหตุรถชนรถตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยทั่วไปยังมีความคุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ตามกรมธรรม์ เหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองรถของตนเองในกรณีชนกับยานพาหนะทางบก แต่ต้องการควบคุมค่าเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกว่าแผนชั้น 1 

 

  • ประกันรถยนต์ชั้น 2

ประกันรถยนต์ชั้น 2เน้นคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก พร้อมความคุ้มครองรถสูญหายหรือไฟไหม้ตามเงื่อนไข แต่โดยทั่วไปไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถของผู้เอาประกันจากอุบัติเหตุการชน ก่อนเลือกแผนควรตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจน เพราะคำว่า “ชั้น 2” และ “ชั้น 2+” มีขอบเขตความคุ้มครองรถของตนเองแตกต่างกัน

  • ประกันรถยนต์ชั้น 3+

ประกันรถยนต์ชั้น 3+ คุ้มครองความเสียหายของรถคู่กรณี และช่วยดูแลค่าซ่อมรถของผู้เอาประกันเมื่อเกิดเหตุรถชนรถตามเงื่อนไข แต่โดยทั่วไปไม่คุ้มครองกรณีรถสูญหายหรือไฟไหม้ เหมาะกับรถที่ใช้งานมาระยะหนึ่งและยังต้องการความคุ้มครองรถของตัวเอง 

 

  • ประกันรถยนต์ชั้น 3

ประกันรถยนต์ชั้น 3 เน้นคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก โดยทั่วไปไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถของผู้เอาประกัน เหมาะกับรถที่มีอายุการใช้งานมาก ใช้งานไม่บ่อย หรือเจ้าของรถสามารถรับผิดชอบค่าซ่อมรถของตนเองได้ แต่ยังต้องการลดความเสี่ยงจากค่าเสียหายของคู่กรณี 

 

หมายเหตุ: รายละเอียด วงเงิน ข้อยกเว้น และเงื่อนไขของแต่ละแผนอาจแตกต่างกัน ควรอ่านกรมธรรม์และเอกสารเสนอขายก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

 

วิธีเลือกประกันรถยนต์ให้เหมาะกับการใช้งาน

การเลือกประกันรถยนต์ ไม่จำเป็นต้องเลือกแผนที่แพงที่สุด แต่ควรเลือกให้เหมาะกับรถและการใช้งานของตัวเอง โดยพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้

  • ดูอายุและมูลค่ารถ: รถใหม่หรือรถที่มีมูลค่าสูง อาจเหมาะกับแผนที่คุ้มครองความเสียหายของรถเราได้ครอบคลุมกว่า
  • พิจารณาความถี่ในการขับรถ: หากใช้รถทุกวัน ขับทางไกล หรือเดินทางในพื้นที่การจราจรหนาแน่น ควรเลือกความคุ้มครองที่ช่วยลดภาระเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  • ประเมินประสบการณ์ของผู้ขับขี่: มือใหม่หรือรถที่มีผู้ขับหลายคน อาจเหมาะกับแผนที่คุ้มครองรถของผู้เอาประกันด้วย
  • กำหนดงบประมาณที่จ่ายไหว: ควรเปรียบเทียบค่าเบี้ยกับวงเงินและขอบเขตความคุ้มครอง ไม่ควรเลือกจากราคาถูกเพียงอย่างเดียว
  • ตรวจสอบรูปแบบการซ่อม: ดูว่าเป็นซ่อมห้างหรือซ่อมอู่ และมีอู่หรือศูนย์บริการใกล้พื้นที่ใช้งานหรือไม่
  • อ่านเงื่อนไขและข้อยกเว้นให้ครบ: ตรวจสอบค่าเสียหายส่วนแรก เหตุที่ไม่คุ้มครอง และเอกสารที่ต้องใช้เมื่อต้องการเคลม
  • เปรียบเทียบบริการหลังการขาย: ควรดูช่องทางติดต่อ การช่วยประสานงานเคลม และความสะดวกในการติดตามสถานะหลังซื้อประกัน

 

เปรียบเทียบประกันรถยนต์ก่อนซื้อ ต้องดูอะไรบ้าง?

ก่อนซื้อประกันรถยนต์ควรเปรียบเทียบให้มากกว่าราคา เพราะแผนที่เบี้ยใกล้กันอาจให้ความคุ้มครองและบริการต่างกัน โดยควรดูปัจจัยเหล่านี้

  • ราคาเบี้ยประกัน: ดูยอดที่ต้องจ่ายจริง รวมถึงเงื่อนไขการชำระเงิน แล้วเปรียบเทียบกับความคุ้มครองที่ได้รับว่าเหมาะสมหรือไม่
  • ความคุ้มครอง: ตรวจสอบวงเงิน เงื่อนไข ข้อยกเว้น และประเภทความเสียหายที่ประกันรับผิดชอบให้ครบ
  • เครือข่ายอู่และศูนย์บริการ: เลือกแผนที่มีอู่หรือศูนย์ใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงาน และสะดวกเมื่อต้องนำรถเข้าซ่อม
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน: ดูว่ามีบริการอะไรบ้าง เช่น รถยก ช่วยเหลือเมื่อรถเสีย หรือบริการฉุกเฉินอื่น ๆ พร้อมตรวจข้อจำกัดในการใช้บริการ
  • ขั้นตอนการเคลม: ควรดูช่องทางแจ้งเหตุ เอกสารที่ต้องใช้ ระยะเวลาการดำเนินการ และความสะดวกในการติดตามสถานะ

เมื่อเปรียบเทียบครบทุกด้านแล้ว จะช่วยให้เห็นชัดขึ้นว่าแผนไหนเหมาะกับรถและการใช้งานของคุณจริง ๆ เพราะประกันที่คุ้มค่าไม่ได้หมายถึงแผนที่เบี้ยถูกที่สุดเสมอไป แต่ควรมีความคุ้มครองเพียงพอ และมีบริการที่ช่วยให้จัดการได้ง่ายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด

 

เลือกประกันรถยนต์ที่เหมาะกับคุณผ่าน heygoody

ประกันรถยนต์ที่เหมาะไม่จำเป็นต้องเป็นแผนที่แพงที่สุด แต่ควรมีความคุ้มครองที่สอดคล้องกับประเภทของรถ พฤติกรรมการขับขี่ และงบประมาณของคุณ ก่อนตัดสินใจจึงควรเช็กเบี้ย เปรียบเทียบความคุ้มครอง และเงื่อนไขของแต่ละแผนให้ครบถ้วน เพื่อเลือกประกันที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างคุ้มค่า

 

เลือกประกันให้เหมาะกับการใช้งานได้ง่ายขึ้นกับ heygoody โบรกเกอร์ประกันออนไลน์ที่มีประสบการณ์ด้านประกันภัยกว่า 10 ปี โดยเงินติดล้อ พร้อมใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัยถูกต้องจาก คปภ. คุณสามารถเช็กเบี้ย เปรียบเทียบแผนประกัน และเลือกซื้อได้ด้วยตัวเองแบบออนไลน์ หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม หรือมีคำถามเกี่ยวกับการเตรียมเอกสารหรือการประสานงานด้านการเคลม สามารถทักแชท LINE @heygoody ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าวล่าสุด