นายเอกนัฏ ยังบอกด้วยว่า ทางพรรคเตรียมจัดคิวให้ พล.อ.ประยุทธ์ เดินสายไปปราศรัยพบกับประชาชนอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากยังอยู่ในช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ จึงอาจต้องใช้ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือเวลาหลังราชการแทน เช่น ทราบว่าวันที่ 13 กุมภาพันธ์ นายกฯ จะไป จ.สุราษฎร์ธานี และพบประชาชนหลังเวลาราชการด้วย จากนี้ก็จะจัดคิวไปพบประชาชนในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
“ตอนนี้ผมก็ยังไม่เห็นว่าคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จะด้อยกว่าคนอื่นตรงไหน ดังนั้นเมื่อผลเป็นแบบนี้เราก็ต้องทำงานต่อไป ผมเชื่อมั่น ในการเป็นผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเป็นผู้นำที่มีความซื่อสัตย์ซื่อตรง ที่ผ่านมาท่านก็ได้พิสูจน์ตัวเองด้วยการมีผลงานเป็นจำนวนมาก ทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐาน โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด จากนี้ไปก็ยังมีอีกหลายโครงการที่ท่านจะต้องทำต่อ ซึ่งต่อไปก็จะมีทั้งนักการเมืองที่มีประสบการณ์และผู้ที่มาจากนอกแวดวงการเมืองแต่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาร่วมกันทำงานภายใต้พรรครวมไทยสร้างชาติด้วย"
ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในการอภิปราย ตามมาตรา 152 พล.อ.ประยุทธ์ จะโดดเดี่ยวกลางสภานั้น นายเอกนัฏ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่โดดเดี่ยวอย่างแน่นอน ตอนนี้พรรครวมไทยสร้างชาติก็มี ส.ส.ในสภาแล้ว และยังมี ส.ส.ปัจจุบัน ไม่ต่ำกว่า 30 - 40 คน ที่ยังไม่ได้ลาออก เพราะยังต้องทำหน้าที่ในสภาอยู่ ตนไม่ได้อยากจะใช้คำว่าปกป้อง และคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้ชี้แจงและตอบคำถามต่างๆ ถือเป็นการสื่อสารให้กับประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง มั่นใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถชี้แจงได้ทุกประเด็น
ส่วนเรื่องทีมองครักษ์ คิดว่าไม่จำเป็น เพราะมีคนเตรียมพร้อมอยู่แล้ว หนึ่งในนั้นกำลังทาบทาม น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ คิดแค่ว่ามันเป็นสีสัน เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้สื่อสารกับประชาชน เท่าที่ตนได้คุยกับนายกฯ ท่านก็บอกว่าสามารถตอบได้ทุกอย่าง เพราะท่านทำมาด้วยตัวเองทุกเรื่อง
เมื่อถามว่า มีคนอยากเห็น พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเวทีดีเบต นายเอกนัฏ กล่าวว่า การสื่อสารก็มีหลากหลายช่องทาง จะเลือกช่องทางที่เหมาะสมที่สุด เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่อยากจะไปต่อล้อต่อเถียงกับใคร เวทีอภิปรายก็ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่จะได้สื่อสารตอบคำถามต่างๆ ได้