"แม้ตามกฎหมายจะเปิดโอกาสให้ทำหนังสือโต้แย้งได้ แต่หากโต้แย้งแล้วเจ้าหน้าที่ยังยืนยันดำเนินคดี ผู้ขับขี่ก็ต้องจ่ายค่าปรับ ทั้งที่ในความเป็นจริง การไม่จ่ายค่าปรับใบสั่ง ตำรวจสามารถไปดำเนินการฟ้องศาลได้เองอยู่แล้ว
การกำหนดมาตรการทางภาษีจึงเป็นคนละประเด็นกัน เจ้าหน้าที่ต้องไปฟ้องศาล ไม่ใช่มาบังคับไม่ออกป้ายภาษี และยังเกิดความกังวลว่าจะลุกลามไปถึงขั้นไม่ออกบัตรคนจน ไม่ให้ออกใบขับขี่ หรือไม่ทำบัตรประชาชน
เปรียบเสมือนการชกใต้เข็มขัด ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 ที่การออกกฎหมายใดๆ ต้องคำนึงถึงนิติรัฐ จะออกตามอำเภอใจหรือลิดรอนสิทธิ์ประชาชนไม่ได้ ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การช่วยเหลือคนไม่จ่ายค่าปรับ" ทนายรัชพล ระบุ
ทนายรัชพล ระบุด้วยว่า การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เป็นการแก้ไขในระดับพระราชบัญญัติ รัฐมนตรี กรมการขนส่งทางบก หรือตำรวจ ไม่สามารถทำเองได้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่สามารถดำเนินการต่อได้ หากไม่มีการเลื่อนการลงนาม MOU ออกไป ก็จะต้องบังคับกันไปตามกฎหมาย โดยตนเองมีเวลาในการยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน 60 วัน จากนั้นจึงส่งศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
สำหรับคนที่ได้ใบสั่งมาแล้วไม่ยอมจ่าย บางคนค้างถึง 40-50 ใบ
ทนายรัชพล ระบุว่า บุคคลเหล่านี้ต้องพิจารณาว่าตนเองทำผิดจริงหรือไม่ หากทำผิดจริง เช่น ฝ่าฝืนขับรถเร็ว ทับเส้นทึบจากกล้องที่มีความชัดเจน ก็ควรมีจิตสำนึกที่ดีและไปจ่ายค่าปรับ เพื่อให้สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะการฝ่าฝืนกฎจราจรทำให้คนอื่นเดือดร้อนเช่นกัน
"สุดท้ายแล้ว หากฝ่าฝืนไม่ยอมจ่ายค่าปรับ อัยการก็ส่งฟ้องศาลเหมือนเดิม แล้วจึงตั้งคำถามว่าจะมีมาตรการนี้ออกมาทำไม หรือเพราะทุกวันนี้ค่าปรับน้อยเกินไป ในอดีตที่มีการจัดโปรโมชั่นให้ผู้ค้างค่าปรับเยอะๆ เข้ามาเคลียร์และลดค่าปรับให้ พร้อมพาไปอบรม ถือเป็นมาตรการที่ดีแม้จะเสียเวลาไปบ้าง ซึ่งเชื่อว่าช่วยสร้างจิตสำนึกได้ สำหรับเรื่องใบสั่งในต่างประเทศก็มีเช่นกัน แต่มีอัตราค่าปรับที่รุนแรงทำให้พลเมืองเกิดความกลัวและไม่กล้าฝ่าฝืน" ทนายรัชพล เผย
อ่านข่าวที่เกียวข้อง : รัฐบาลเอาจริง! เชื่อม "ระบบขนส่ง-ตำรวจ" ไม่เคลียร์ "ใบสั่ง" ไม่ได้ "ป้ายภาษี" เริ่ม 1 ส.ค.นี้