ล่าสุดวันนี้ (19 ม.ค.) นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ซึ่งทำงานคลุกคลีกับเยาวชนมานาน โพสต์ข้อความให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกรณี การลงโทษเด็กและเยาวชนที่ก่อเหตุอาชญากรรมว่า กรณีที่เยาวชนอายุน้อยก่อเหตุอาชญากรรมตั้งแต่เหตุการณ์ที่สยามพารากอน และกรณี เยาวชนรุมทำร้าย “ป้าบัวผัน” จนเสียชีวิตล่าสุด เป็นเรื่องสะเทือนขวัญที่มีข้อเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายอาญา ที่มองว่าโทษน้อยเกินไป
ทั้งนี้ตามหลักกฎหมายแบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มต่ำกว่า 12 ปี ถ้าทำผิดศาลไม่เอาโทษ กลุ่มอายุ 12-15 ปีศาลยังคงยกเว้นโทษ เรียกผู้ปกครองมาคาดโทษและภาคทัณฑ์ไว้ หรือใช้วิธีกักตัว ในสถานพินิจหรือเรียกกันว่าคุกของเด็ก กลุ่มเด็กอายุ 15-18 ปี ถ้าจะลงโทษ โทษก็จะลดลงตามอายุ กลุ่มช่วงอายุ 18 ถึง 20 ปีก็ต้องรับโทษ
นายวัลลภ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายคนบอกว่า หากทำแบบนี้เด็กไม่หลาบจำ ส่วนตัวทำงานด้านเด็กมาตั้งนาน เข้าใจความรู้สึกของประชาชนและรู้สึกปวดร้าวเช่นเดียวกัน นอกจากเรื่องโทษที่กำหนดตามอายุแล้ว ต้องมองพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอว่า หากจะมีการแก้ไขกฎหมาย ถ้าเป็นพฤติกรรมโหดร้ายรุนแรงพอๆกับที่ผู้ใหญ่กระทำ ต่อผู้อื่น ก่อนที่ศาลจะพิจารณาโทษอาจมีองค์คณะที่มีตัวแทนจากสหวิชาชีพ เข้ามาดูพฤติกรรม เพื่อประเมินว่าเป็นพฤติกรรมที่รุนแรงเกินไป จะใช้โทษแบบเดิมไม่ได้ ต้องใช้โทษที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นทางออก พร้อมกับให้ ผู้ใหญ่ครูบาอาจารย์พ่อแม่ ต้องดูแลให้ดีว่า จะทำอย่างไร ให้เด็กลดการเสพสื่อที่รุนแรง ซึ่งต้องทำควบคู่กันไป
นายวัลลภ เปิดเผยสถิติคดีปี 2565 ที่พบว่า คดีที่เด็กและเยาวชนก่อขึ้นมา มีมากกว่า 12,000 คดี และ ในจำนวนนี้ เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดกว่า 4,000 คดี อาจสืบเนื่องมาจากปล่อยให้มีการดื่มน้ำกระท่อมหรือกัญชาเสรี และยังมีแนวคิดเปิดสถานบริการถึงตี 4 ซึ่ง ทั้งหมดเป็นปัจจัยแวดล้อม ที่ต้องระมัดระวัง ในขณะที่เราไปมุ่งดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เด็กทำ แต่ไม่ได้มองมิติสังคมที่สร้างความรุนแรงให้แก่เด็ก ดังนั้นต้องดูว่า จะลดภาวะความเลวร้ายรอบตัวเด็กและสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับเด็กได้เสพอย่างไร