ทั้งนี้ ไทยได้รับยกเว้นภาษีแล้ว 2,120 รายการ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 471 รายการ ทำให้สินค้าที่ได้รับยกเว้นล่าสุดคิดเป็น 61.50% ของรายการสินค้าทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 56,200 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 50 % ของมูลค่าสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐ ครอบคลุมสินค้าเกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าอุตสาหกรรม วัตถุดิบ อากาศยาน อุปกรณ์การแพทย์ และสินค้าอื่น ๆ ถือเป็นผลสำเร็จสำคัญของการเจรจาที่ช่วยลดผลกระทบต่อภาคส่งออก
ส่วนสินค้าที่ยังไม่ได้รับการยกเว้นคิดเป็นสัดส่วน 38% แบ่งเป็นสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร แต่หากพิจารณารวมข้อยกเว้นภายใต้มาตรา 232 ของสหรัฐด้วย จะทำให้สัดส่วนสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นเหลือเพียง 28% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด
“หากดูเฉพาะมาตรา 301 สินค้าไทยได้รับการยกเว้น 62% แต่เมื่อรวมมาตรา 232 แล้ว จะเหลือสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นเพียง 28% จึงมองว่าผลกระทบการส่งออกไทยยังอยู่วงจำกัด และไม่น่าเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากนัก” นางศุภจี กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าเจรจาสหรัฐเพื่อขอเพิ่มรายการสินค้าได้รับยกเว้นภาษี โดยยื่นข้อเสนอครอบคลุม 7 กลุ่มสินค้า รวม 78 พิกัดศุลกากร ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
สำหรับสินค้าเป้าหมายที่เสนอยกเว้นเพิ่มส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปที่มีศักยภาพส่งออก ได้แก่ ข้าว ข้าวหอมมะลิ ข้าวโพด มะพร้าว กล้วยไม้ มันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลัง รวมถึงสินค้าประมงบางประเภท โดยมีมูลค่าส่งออกรวม 4,953 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมสินค้าส่งออกสำคัญหลายรายการ อาทิ เครื่องประดับ อาหารสุนัขและแมว ข้าวสาร ถุงมือยางทางการแพทย์ ปลาทูน่า ปลาโอแปรรูป กุ้งสด กุ้งต้มสุก ซอสและเครื่องปรุงรส ตลอดจนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลัง
นางศุภจี กล่าวว่า เดิมสหรัฐกำหนดรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นไว้ 1,655 รายการ ก่อนขยายเป็น 2,120 รายการ ตามผลหารือที่ผ่านมา ขณะที่ข้อเสนอเพิ่มเติมของไทยอีก 78 พิกัด ถือเป็นความพยายามผลักดันให้สินค้าศักยภาพของไทยได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น
สำหรับการดำเนินงานของทีมไทยแลนด์ รัฐบาลกำหนดแนวทางดำเนินการ 4 ด้าน เพื่อสนับสนุนการเจรจากับสหรัฐ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ได้แก่
1.เร่งผลักดันกฎหมาย HRDD ให้ครอบคลุมสินค้าที่ผลิตในไทยมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงด้านแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับมาตรฐานไทยให้สอดคล้องหลักสากล
2.เร่งสรุปข้อตกลง ART กับสหรัฐเพื่อสร้างกรอบความร่วมมือทางการค้าแบบทวิภาคีที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
3.สนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจไทยในสหรัฐ เพื่อสร้างการจ้างงานและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
4.ผลักดันการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ ภายใต้กรอบ Joint Statement on Framework for ART โดยเน้นสินค้าที่ไทยผลิตไม่ได้หรือผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ เพื่อลดความไม่สมดุลทางการค้า
กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าเจรจาสหรัฐภายใต้กรอบ ART ควบคู่การพัฒนามาตรฐาน HRDD ต่อเนื่องเพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุน และผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-สหรัฐให้เติบโตยั่งยืนระยะยาว