ส่วนเรื่องการเยียวยา "ลุงเปี๊ยก" นั้น หากเจ้าหน้าที่กระทำความผิด ทำร้ายร่างกาย แล้วบังคับ ข่มขู่ ให้รับความผิดที่ไม่ได้ทำ รวมถึงมีการทำแผน และอาจมีการจัดฉาก นอกจากการเยียวยาก็ต้องรับโทษทางกฎหมายด้วย ถ้าเป็นคดีสำคัญที่สังคมติดตาม และถ้าสังคมคาดหวังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ ต่อไปสังคมไทยจะฝากความหวังไว้กับใคร
ด้าน นายณัฐชา กล่าวถึงกฎหมายคุ้มครองเด็ก ว่า ไม่สามารถนำบังคับใช้กับเด็กทุกคน เนื่องจากการกระทำของเด็กบางกลุ่ม บางคน มีความรุนแรงกว่าเหตุและเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต อีกทั้ง ยังมีพฤติกรรมอำพรางศพ ซึ่งชี้เห็นว่าเป็นการวางแผนและตึกตรองมาก่อน
ทั้งนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายคุ้มครองเด็ก ซึ่งสาระสำคัญของกฎหมายนี้ต้องการให้โอกาสเด็กที่กระทำความผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ พลาดพลั้ง ไม่ต้องการให้เป็นตราบาป และไม่ต้องการให้เข้าไปยังเรือนจำ แต่กักขังอยู่สถานพินิจ ซึ่งในประเด็นนี้ สามารถให้โอกาสได้กับเด็กที่ไม่ได้กระทำรุนแรง และไม่ได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตผู้อื่นเช่นนี้
"อัยการคดีนี้สามารถร้องขอต่อศาลได้ น่าจะต้องพิจารณาคดีในรูปแบบพิเศษ โดยให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการพิจารณาคดีเทียบเท่าอัตราโทษของผู้ใหญ่ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ซ้ำซาก อีกทั้งวันที่เป็นข่าวจนถึงวันนี้ มีผู้เสียหายออกมาเปิดเผยความจริงมากมาย แล้วแต่ละคดีเป็นเรื่องที่รุนแรงสังคมรับไม่ได้ ในส่วนของกฎหมายยังคงให้คุ้มครองเด็กกลุ่มอื่นอยู่ แต่ในส่วนการกระทำเกินกว่าเหตุ หวังให้อัยการร้องขอต่อศาลว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุ ต้องมีการพิจารณาแบบพิเศษ" นายณัฐชา กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาคดีแบบพิเศษ เยาวชนกลุ่มดังกล่าวก็จะได้รับโทษที่หนักขึ้น มีการกระทำผิดที่เกิดขึ้นหลายครั้ง และเป็นการคุ้นชินกับการกระทำความผิดไปแล้ว โดยเฉพาะคลิปเสียงที่ออกมา ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นการกระทำที่ไม่ได้ตั้งใจ อาจเป็นเพราะครอบครัวคนใกล้ชิดที่เคยช่วยเหลือกันมาในแต่ละครั้ง ทำให้เด็กกลุ่มนี้คุ้นเคยในการกระทำความผิด ดังนั้น บทลงโทษควรทำให้เด็กได้รับการลงโทษที่สังคมยอมรับได้ด้วย
ส่วนที่มีการวิจารณ์ต่อการนำถุงดำคลุมหัวและเป็นการหยอกล้อ ส่วนตัวมองว่าปัญหาต่าง ๆ ยังกระทบต่อความศรัทธาขององค์กรตำรวจที่เสื่อมถอยลง โดยเฉพาะตำรวจออกมาอ้างว่าการกระทำดังกล่าว เป็นการล้อเล่นหยอกล้อ ในคดีที่มีความเป็นความตายอยู่ด้วย ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เรียกร้องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาชี้แจงเรื่องนี้อย่างจริงจัง และรับเรื่องนี้ดำเนินการด้วยตัวเอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากสังคม
"สุดท้ายการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ออกมาบอกกับสังคมว่าหยอกล้อหยอกเล่นกันในเคสที่มีผู้เสียหายในชีวิตและทรัพย์สิน มีการกระทำที่ทำให้ครอบครัวหลายครอบครัวต้องตกระกำลำบาก เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มาตอบแบบนี้คิดว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพฤติการณ์พฤติกรรมที่สังคมมองว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว คือ เมื่อมีการกระทำความผิดโดยลูกหลานเจ้าหน้าที่ โดยผู้มีชื่อเสียงทางสังคม ก็จะมีการนำแพะมารับบาป ในอดีตเกิดขึ้นหลายครั้ง ในอดีตนำคนวิกลจริตมารับบาป เพื่อที่จะบอกว่าผู้กระทำความผิดเป็นโรคจิต ก็จะเป็นโทษอีกแบบนึง หรือจ้างคนมารับโทษ เหตุการณ์เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า" นายณัฐชา กล่าว
นอกจากนี้ ได้รับทราบว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ไปสอบสวนข้อเท็จจริงด้วยตัวเองแล้ว แต่ส่วนตัวเห็นว่าวันนี้เลยไปจากคำว่าคดีฆ่าคนตาย แต่เป็นคดีที่ประชาชนคาดหวังในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น จึงเห็นว่า ผบ.ตร. ควรลงมาดำเนินการด้วยตัวเอง เพื่อทำให้เห็นว่าคดีนี้ไม่ว่าจะเป็นลูกใครจะต้องได้รับความเป็นธรรม
ส่วนแนวคิดของ ผบ.ตร. ที่ต้องการแก้ไขกฎหมายอาชญากรจากที่กำหนดอายุ 15 ปี ให้กำหนดเป็นอายุ 12 ปีนั้น โดยในช่วงบ่ายวันนี้ จะมีการหารือกันว่าเห็นด้วยหรือไม่ แต่กรณีวันนี้เป็นกรณีรายบุคคล ซึ่งต่างจากกรณีที่เด็กเยาวชนกระทำผิดซ้ำซาก ที่จะต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายเชิงโครงสร้างทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 ม.ค. นี้ ได้รับเชิญจากกมธ.ตำรวจ ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงใน จ.สระแก้ว กรณี "ลุงเปี๊ยก" ที่คาดว่าจะมีการเขียนพล็อตเรื่องให้รับสารภาพเพื่อเบี่ยงเบนผู้กระทำความผิด