4. พ.ร.บ.อุ้มหายฯ หรือ พระราชบัญญัติพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ถือเป็นเผือกร้อนในการพิจารณาของสภาฯ มาโดยตลอด โดยเมื่อเกิดคดีผู้กำกับโจ้ สร้างความสะเทือนใจ รวมถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตประชาชน กระทั่งสุดท้ายการรอคอยกว่า 20 ปีก็สิ้นสุดลง เมื่อสภาฯ ผ่าน พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ในวันที่ 24 ส.ค.2565
5. พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหนังสือลงวันที่ 6 ม.ค.66 ส่งถึง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรื่อง “ปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565” เสนอให้ขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวออกไป จากเดิมที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 ก.พ. 2566
6. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 8 ต่อ 1 วินิจฉัย เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2566 ว่า มติ ครม. เลื่อนบังคับใช้ 4 มาตรา จากเดิมจะต้องมีผลบังคับใช้ทั้งฉบับตั้งแต่ 22 ก.พ. 2566 ไปเป็น 1 ต.ค. 2566 อ้างเหตุความไม่พร้อมนั้น พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมฯ ฉบับดังกล่าว ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้กฎหมายทั้งฉบับเต็มมีผลบังคับใช้ย้อนหลังไปถึงวันที่ 22 ก.พ. 2566
7. พ.ร.บ.อุ้มหาย มี 3 หลักการสำคัญ คือ ป้องกัน ปราบปราม เยียวยา เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดต่อประชาชน ดังนี้
- เพื่อป้องกัน ไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐทรมาน หรือกระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อประชาชนหรืออุ้มหาย เช่น กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐ ทุกหน่วยงาน ทั้งตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ป่าไม้ สรรพสามิตร ปปส. หากจับใคร ต้องแจ้งอัยการและฝ่ายปกครองทันที ต้องบันทึกวิดีโอการจับและควบคุมตัวบุคคลตลอดเวลา จนกว่าจะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน และต้องทำบันทึกการจับกุมและควบคุมตัวโดยละเอียด เพื่อให้ตรวจสอบได้
- เพื่อปราบปราม เจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิด โดยกำหนดให้ เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะหน่วยงานใดก็ตาม หากทรมาน กระทำการที่โหดร้ายฯ หรือการอุ้มหายประชาชน จะต้องถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษ
- เพื่อเยียวยา ประชาชนที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐทรมาน ถูกกระทำอย่างโหดร้ายฯ หรือครอบครัวผู้ถูกเจ้าหน้ารัฐอุ้มหาย นอกจากมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากรัฐ ยังมีสิทธิได้รับการเยียวยาประการอื่น เช่น การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ นอกจากนั้นหากคนในครอบครัวถูกเจ้าหน้าที่รัฐอุ้มหาย ตำรวจหรือดีเอสไอหรืออำเภอจะต้องสืบค้นจนกว่าจะมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าผู้ถูกอุ้มนั้นเสียชีวิต หรือหากยังมีชีวิต อยู่ที่ใด อย่างไรอีกด้วย
8. บทลงโทษของเจ้าหน้าที่รัฐ หากกระทำผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย มีทั้งโทษจำและปรับ ตามฐานความผิดที่กระทำมีดังนี้
- ผู้กระทำผิดฐานกระทำการทรมาน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1-3 แสนบาท
- หากผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัส จะมีโทษหนักขึ้นจำคุก 10-25 ปี และปรับตั้งแต่ 2-5 แสนบาท
- หากถึงขั้นเสียชีวิต มีโทษจำคุก 15-30 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 3 แสน-1 ล้านบาท
นอกจากโทษที่พูดถึงข้างต้น ยังระบุโทษถึงผู้ให้การสนับสนุน ผู้สมคบ รวมถึงผู้บังคับบัญชาที่ทราบการกระทำผิด ซึ่งมีโทษหนักเบาต่างกันออกไป
ความผิดตามกฎหมายนี้ หมายความว่า หากเจ้าหน้าที่กระทำความผิด ต้องได้รับโทษ ผู้บังคับบัญชารู้เห็นเป็นใจ ไม่ห้ามปราม ต้องได้รับโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้ ถ้าพิสูจน์ทราบได้ว่าเป็นคนสั่ง ผู้บังคับบัญชาจะต้องรับโทษเต็มอัตราโทษที่กำหนด
9. ตำรวจปิดคดีฆาตกรรม "ป้าบัวผัน" อย่างรวดเร็ว มีการนำตัว "ลุงเปี๊ยก" ไปทำแผนฯทันที พร้อมยืนยันว่า พบเจอลุงเปี๊ยกใกล้ที่เกิดเหตุ จึงเชิญตัวมาสอบถาม กระทั่งลุงเปี๊ยกรับสารภาพว่าก่อเหตุฆาตกรรม แต่เวลาต่อมาผู้สื่อข่าวพบกล้องวงจรปิดขัดแย้งกับข้อเท็จจริง นำไปสู้การจับกุม 5 เยาวชนผู้ก่อเหตุตัวจริง และมีลูกตำรวจร่วมกระทำผิด
10. หลักฐานใหม่ถูกเปิดเผย คลิปเสียงการสนทนาระหว่างชายสูงอายุกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยอมรับว่า "ลูกน้องของตำรวจ" เป็นผู้ใช้ถุงคลุมหัวลุงเปี๊ยกจริง อ้างว่า "ทำไปเพราะล้อเล่น" ล่าสุด ผบช.ภ.2 ออกมายืนยันแล้วว่า การกระทำดังกล่าวแม้แต่ล้อเล่นก็ทำไม่ได้ เข้าข่ายผิดพ.ร.บ.อุ้มหาย และบังคับบัญชาตำรวจต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย