ม.มหิดล เตือนไทยรับมือโควิด JN.1 กลายพันธุ์ จับตาทำโรครุนแรงขึ้นหรือไม่
15 ม.ค. 2567 | titayu_pur

เตรียมตัวให้พร้อม ศูนย์จีโนมฯ มหาวิทยาลัยมหิดล เตือนไทยเตรียมรับมือโควิด JN.1 กลายพันธุ์ จับตาทำการระบาด และอาการของโรครุนแรงขึ้นหรือไม่
ข่าว
15 ม.ค. 2567 | titayu_pur

เตรียมตัวให้พร้อม ศูนย์จีโนมฯ มหาวิทยาลัยมหิดล เตือนไทยเตรียมรับมือโควิด JN.1 กลายพันธุ์ จับตาทำการระบาด และอาการของโรครุนแรงขึ้นหรือไม่
ยังคงต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สำหรับสถานการณ์ โควิด-19 ในประเทศไทย ที่ขณะนี้ โควิดสายพันธุ์ JN.1 ได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักในประเทศไทย สามารถระบาด ติดต่อได้ง่าย รวมถึงมีความน่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิม
โดยศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผ่านเพจ Center for Medical Genomics ให้เตรียมพร้อมกับเชื้อโควิด โอมิครอน JN.1 โดยระบุว่า
เตรียมพร้อมเผชิญกับโอมิครอน JN.1 ที่มีการกลายพันธุ์บริเวณหนามเพิ่มเติมจาก 1 ตำแหน่ง กลายเป็น 2 ตำแหน่ง ในรูปแบบ “SLip (L455S+F456L)”
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา จากข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมโควิด-19 ทั้งจีโนมที่แชร์บนฐานข้อมูลโควิด-19 โลก “จีเสด (GISAID)” โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และเครือข่ายสถาบันการแพทย์ต่างๆพบว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงเป็นสายพันธุ์ EG.5.1* ประมาณ 244 ราย และ JN* ประมาณ 15 ราย คาดว่า JN จะระบาดเข้ามาแทนที่ EG.5.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักของไทยในขณะนี้
โอมิครอนในสายของ EG.5.1* มีการกลายพันธุ์บริเวณหนามสองตำแหน่งติดกันคือ “L455F” และ “F456L” มักเรียกการกลายพันธุ์แบบนี้ว่า "FLip" ส่งผลต่อความสามารถของไวรัส ในการจับกับตัวรับบนผิวเซลล์ได้ดีขึ้น พร้อมกับหลบเลี่ยงการเข้าจับ และทำลายจากแอนติบอดี ที่ผลิตโดยระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ จากการรับการฉีดวัคซีน หรือการติดเชื้อตามธรรมชาติ
อนึ่ง การกลายพันธุ์บริเวณหนามของ L455F หมายถึงมีการแทนที่กรดอะมิโนลิวซีน (L) ด้วยฟีนิลอะลานีน (F) ที่ตำแหน่ง 455 ในขณะที่การกลายพันธุ์ของ F456L เกี่ยวข้องกับการแทนที่ของฟีนิลอะลานีน (F) ด้วยลิวซีน (L) ที่ตำแหน่ง 456
โอมิครอนในสายของ JN* เดิมมีการกลายพันธุ์บริเวณหนาม “เพียงตำแหน่งเดียวคือ L455S” แต่ก็ส่งผลให้มีการระบาดไปทั่วโลกและเข้ามาแทนที่ EG.5.1 ซึ่งเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานของ XBB ในสหรัฐอเมริกา JN.1 กลายเป็นสายพันธุ์หลัก 61.6% ของสายพันธุ์ทั้งหมดที่ระบาด (6 ม.ค. พ.ศ. 2567) จากนั้นในเดือนมกราคม 2567 เช่นเดียวกันพบ JN* (JN.1, JN.1.1, JN.1.1.1) มีการกลายพันธุ์เพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่ง รวมเป็นสองตำแหน่งคือ L455S และ F456L พบผู้ติดเชื้อรายแรกในฝรั่งเศส
ขณะนี้พบแล้วทั่วโลกจำนวน 41 ราย เรียกการกลายพันธุ์แบบนี้ว่า "SLip" ยังไม่แน่ชัดว่าสายพันธุ์ JN* ที่พบการกลายพันธุ์แบบ SLip mutation จะส่งผลให้มีการระบาดที่รวดเร็วและเจ็บป่วยรุนแรงเพิ่มขึ้นไปจาก JN.1 สายพันธุ์เดิมที่ส่วนหนามมีการกลายพันธุ์เพียงตำแหน่งเดียว (L455S) หรือไม่ ในประเทศไทยยังไม่พบโควิด-19 สายพันธุ์ JN.1 ที่มีการกลายพันธุ์แบบ SLip
ทางศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ร่วมมือกับห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยา รพ. รามาธิบดี กำลังเฝ้าติดตามสายพันธุ์ JN* ที่พบการกลายพันธุ์แบบ SLip mutation ในบรรดาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย
หมายเหตุ การกลายพันธุ์แบบ "SLip" คล้ายกับ "FLip" แต่เกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ของซีรีน (S) แทนที่จะเป็นฟีนิลอะลานีน (F) บริเวณส่วนหนามที่ตำแหน่ง 455 ส่งผลให้เกิดการกลายพันธุ์ในรูปแบบ L455S และ F456L
นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การระบาดของโควิด ตามการคาดการณ์ที่จะมีการระบาดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รายงานว่า ช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังพบสายพันธุ์ย่อยทั้ง XBB และ EG.5 ขณะที่สายพันธุ์ย่อย JN.1 สายพันธุ์รุ่นลูกของโอมิครอนกำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ข้อมูลผู้ป่วยโควิดที่ติดเชื้อ JN.1 มีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ มีน้ำมูกร่วมด้วยได้ ซึ่งยังไม่พบว่า มีระดับความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นจากสายพันธุ์เดิมในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยยังมียาและเวชภัณฑ์สำรอง รวมทั้งจำนวนเตียงที่เพียงพอต่อการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีอาการรุนแรง คำแนะนำสำหรับประชาชน เน้นการป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากขณะอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนรวมกันจำนวนมาก
ด้าน ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ โรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซ Thiravat Hemachudha ระบุว่า
โควิด และวัคซีนผลกระทบแบบยาว
โควิดนี้มีได้แบบชนิดตอนเดียวจบ คือแบบสั้น ติดเชื้อแบบไม่มีอาการแพร่ไปให้คนอื่น เสร็จแล้วเชื้อก็หายไปจากตัว หรือติดเชื้อและเกิดอาการเบา กลาง หนัก จนถึงเสียชีวิต
หรือแบบต่อเป็นซีรีส์ สั้น ก็คือหายจากอาการทางปอด และอวัยวะอื่น ๆ แต่ตามต่อด้วยเส้นประสาทอักเสบ แขนขาอ่อนแรง อัมพาตหายใจไม่ได้ หรือมีสมองอักเสบต่าง ๆ
ซีรีส์สั้นแบบนี้ อยู่ในระยะเวลาสามเดือน
ทั้งนี้ไม่จำกัดอยู่แต่เพียงว่า อาการในครั้งแรกต้องหนักมากเสมอไป แม้แต่กลุ่มที่อาการน้อย
ซีรีส์ยาว ก็มีความผิดปกติทอดยาวออกไปอีก และตั้งชื่อว่าเป็นหนังยาวของโควิด หรือ ลองโควิด (long Covid)
รูปแบบลักษณะดังกล่าวนี้ ทับซ้อนกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Myalgic Encephalomyelitis (ME)/Chronic fatigue syndrome (CFS)โดยลักษณะประกอบไปด้วยอาการปวดกล้ามเนื้อ ที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับกระบวนการอักเสบ ที่เกิดขึ้นในสมองและระบบประสาทส่วนกลาง รวมทั้งมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ตลอดเวลามีอาการเหนื่อยล้ามหาศาล ทำงานไม่ได้ขาดสมาธิมีความผิดปกติทางระบบประสาทอัตโนมัติ และไม่สามารถออกกำลังได้เลย
ตามประวัติศาสตร์สามารถสืบย้อนไปได้ตั้งแต่ในปี 1934 ในนครลอสแองเจลีส ปี 1948 ที่ไอซ์แลนด์ ปี 1955 ที่ลอนดอน และในปี 1984 ที่เนวาดา
ในปี 1955 คุณหมอจากไอซ์แลนด์ ได้เริ่มใช้เทอมหรือคำเรียก ME จากการเทียบเคียงลักษณะความผิดปกติในน้ำไขสันหลัง ระหว่างผู้ป่วยที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลรอยัลฟรีในลอนดอน และผู้ป่วยในปี 1948 ที่ไอซ์แลนด์ Akureyri
โดยลักษณะอาการบ่งบอกถึงความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับสมอง และไขสันหลังร่วมกับมีอาการปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง และมีอ่อนแรงและมีตะคริวร่วมด้วย
และจากหลายเหตุการณ์ต่อมา จนกระทั่งในปี 1984 ถึง 1985 ที่หมู่บ้าน Incline ในรัฐเนวาดาก็เกิดลักษณะที่คล้ายกันเช่นเดียวกัน โดยทั้งหมดนี้มีอาการเริ่มต้นเป็นแบบติดเชื้อด้วยไวรัสทั้งหมด
และเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า chronic fatigue syndrome หรือ CFS ทั้งนี้โดยเชื่อว่า กลุ่มอาการทั้งสองแบบนั้น น่าจะมีรากฐานเกี่ยวพันกับกระบวนการอักเสบในระบบประสาท
โควิดแบบยาว อาจมีได้สูงถึง 30- 50% ของผู้ที่หายจากโควิดฉบับสั้นไปแล้ว และอาการที่เกิดขึ้นมีได้เป็น 100 อย่างและครอบคลุมแทบจะทุกอวัยวะของร่างกาย โดยมีตัวร่วมโดยเฉพาะความแปรปรวนทางสมอง จิตและอารมณ์ แต่ขณะเดียวกันก็มี ความคล้องจองเหมือนกับ ME/CFS ที่กล่าวแต่ต้น ทั้งนี้โควิดเก่งกว่ารุ่นแรกๆตั้งแต่ปี 1934 ทั้งนี้เพราะกระทบในคนมากมายกว่า และอาการดูเหมือนจะรุนแรงมากกว่าที่เคยปรากฏมาก่อนในรุ่นแรกๆ
จากหลักฐานของ ME/CFS ที่ได้จากรุ่นแรกๆ ซึ่งอาจจะนำมาใช้อธิบายในโควิดนั้น โดยเป็นไปได้ว่าการอักเสบที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อ เกิดขึ้นนอกสมองและระบบประสาท แต่สมองรับรู้โดยตอบโต้กับโมเลกุล ชิ้นส่วนเล็ก ๆของอนุภาคการอักเสบเหล่านี้ในเลือด และอาจเป็นไปได้ที่มีการส่งผ่านโมเลกุลเหล่านี้ผ่านผนังเส้นเลือดเข้าไปในสมอง
ทั้งจากการนำพาเข้าไปหรือซึมผ่านเข้าสมองโดยตรง ในบริเวณที่ผนังกั้นไม่แข็งแรง และนอกจากนั้นโมเลกุลของการอักเสบเหล่านี้ ยังพบได้ในเส้นประสาทเวกัส หรือเส้นประสาทสมองเบอร์ 10 ที่ทอดยาวลงมายังลำไส้ และสามารถส่งผ่านการอักเสบเหล่านี้ ขึ้นไปจนกระทั่งถึงก้านสมองในวงจรของ NTS (nucleus tractus solitarius) ที่ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ รวมทั้งเส้นเลือดและหัวใจเป็นต้น
และน่าจะมีผลตามติดต่อเนื่อง ไปถึงกระบวนการควบคุมการทำงานของฮอร์โมนต่าง ๆ ที่มีการควบคุมจากสมองตั้งแต่ในส่วนของ ไฮโปธาลามัส (hypothalamus) ต่อมใต้สมอง (pituitary) และต่อเนื่องมาถึงระบบควบคุมฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกายจนกระทั่งถึงต่อมหมวกไต
ปรากฏการณ์โควิดฉบับยาว จะกลายเป็นภาระสำคัญของระบบสาธารณสุขของทุกประเทศ ที่มีการระบาดของโควิด
ทั้งนี้เนื่องจากคนที่ถูกกระทบ จะมีได้ทุกอายุไม่จำกัดเพศ และเกิดจากการติดเชื้อโควิดแบบรุนแรงและไม่รุนแรง ด้วยอาการที่เกิดขึ้นจะบั่นทอนคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพของการทำงานกระบวนการของความคิดแม้กระทั่งสมาธิ สติปัญญา ความจำจะถดถอย และรุนแรงถึงขนาดที่ต้องมีการปรึกษา หรือได้รับการรักษาจากแพทย์ในแทบทุกแขนง รวมกระทั่งถึงจิตแพทย์ เพราะมีความรู้สึกหดหู่ ปฏิเสธสิ่งรอบข้างจนกลายเป็นก้าวร้าว หรือมีปัญหาทางสังคมแบบในปรากฏการณ์ หลังจากที่มีภาวะเครียดอย่างรุนแรง (post traumatic stress syndrome)
และยิ่งไปกว่านั้น ยังมีปรากฏการณ์ของผลกระทบของวัคซีนโควิด ซึ่งในเวลาที่ผ่านมาหลังจากฉีดไปแล้ว เกิดความเจ็บป่วยและเสียชีวิต รูปแบบเช่นเดียวกับโควิดแทบทุกประการ ในแบบสั้น ซีรี่ย์สั้นหรือแบบยาวทอดเวลาเป็นปี
เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องมองและเตรียมตัวไปพร้อม ๆ กัน