เปิดข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน
สำหรับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน รวงถึงการรับผิดนั้น เบื้องต้นม
กฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ 4 ฉบับ ประกอบด้วย
- พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553
- พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546
- ประมวลกฎหมายอาญา
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
โดยตัวอย่างข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับคดีที่มีเยาวชนเป็นผู้ก่อเหตุ ของประมวลกฎหมายอาญา
1.เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี แม้กระทำผิดอาญา แต่กฎหมายไม่เอาโทษ โดย "ยกเว้นโทษ" ให้
2.เด็กอายุกว่า 12 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี แม้กระทำผิดอาญา แต่กฎหมายไม่เอาโทษ โดย "ยกเว้นโทษ" ให้ แต่จะมีวิธีการสำหรับฟื้นฟูเด็กที่กระทำผิด ที่เรียกว่า ‘วิธีการสำหรับเด็ก’ เช่น ส่งตัวเด็กนั้นไปยังโรงเรียน หรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็ก
3.ผู้ที่อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี กระทำผิดอาญา กฎหมายให้พิจารณาจากเด็กนั้นว่า ควรลงโทษหรือไม่ หากเห็นว่าไม่ควรลงโทษก็อาจ "ยกเว้นโทษ" ให้ แต่จะมีวิธีการสำหรับฟื้นฟูเด็กกระทำผิดที่เรียกว่า "วิธีการสำหรับเด็ก" แต่ถ้าเห็นควรจะลงโทษ ศาลก็ต้องลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้ สำหรับความผิดลงกึ่งหนึ่ง
4.ผู้ที่อายุตั้งแต่ 18 ปี กระทำผิดอาญา กฎหมายให้ศาลพิจารณาว่า จะลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือจะลดโทษให้ก็ได้ หากศาลเห็นสมควรจะลงโทษ ต้องลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่ง
ส่วนความรับผิดทางแพ่ง ของผู้กระทำซึ่งเป็นเด็ก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ยังคงมีความผิด เพราะเป็นการก่อละเมิดต่อผู้อื่นด้วย โดยแม้กฎหมายจะ "ยกเว้นโทษ" ในทางอาญา แต่เด็กยังมีความรับผิดทางละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 429 ด้วย โดยเฉพาะครอบครัวพ่อแม่ ที่ต้องมีส่วนในการรับผิดชอบการกระทำดังกล่าวด้วย เพื่อไม่ให้เกิดภาระกับสังคมในอนาคต
เปิดขั้นตอนการดำเนินคดีอาญาสำหรับเด็กและเยาวชน
การดำเนินคดีอาญาสำหรับเด็ก (อายุไม่เกิน 15 ปี) หรือเยาวชน (อายุ 15-18 ปี) เป็นไปตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าการสอบสวนให้พนักงานสอบสวน แยกกระทำเป็นส่วนสัด ในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคำเด็กนั้น
และในกรณีที่นักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์เห็นว่า การถามปากคำเด็กคนใดหรือคำถามใด อาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรง ให้พนักงานสอบสวนถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เป็นการเฉพาะ ตามประเด็นคำถามของพนักงานสอบสวน โดยมิให้เด็กได้ยินคำถามของพนักงานสอบสวน และห้ามมิให้ถามเด็กซ้ำซ้อนหลายครั้ง โดยไม่มีเหตุอันสมควร (มาตรา 133 ทวิ) เป็นต้น
นอกจากนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แม้เด็กจะกระทำความผิดอาญา แต่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กตามมาตรา 27 ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ”
ฉะนั้น การแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็ก จึงมีประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 79 ที่ลงโทษผู้ใดที่ฝ่าฝืนมาตรา 27 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
รวมถึงการนำเสนอข่าว ควรดำเนินการตามที่สำนักงาน กสทช. ออกข้อกำหนด ไม่เสนอภาพข่าวแห่งความรุนแรง การเสนอภาพเด็กผู้กระทำความผิด ข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวนักเรียน อาจขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 อีกด้วย
ข้อมูลจาก : thaipbs , thestandard