ระยะเวลาพิจารณาคดีในชั้นศาล
7 กันยายน 2564 อัยการจังหวัดมุกดาหารสั่งฟ้อง ลุงพล และป้าแต๋น ต่อศาลจังหวัดมุกดาหาร เริ่มสืบพยานฝ่ายโจทก์มาตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2565 รวมทั้งหมด 47 ปาก จากนั้นสืบพยานฝ่ายจำเลย 20 ปาก เสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2566
ศาลนัดฟังคำพิพากษา 31 ตุลาคม 2566 แต่ต้องเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 20 ธันวาคม 2566 เนื่องจากร่างคำพิพากษาและสำนวนยังไม่กลับมาจากสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 จึงไม่สามารถอ่านคำพิพากษาในวันดังกล่าวได้
พิพากษาจำคุก "ลุงพล" 20 ปี
ศาลจังหวัดมุกดาหาร พิพากษาว่าลุงพล มีความผิดฐาน กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 10 ปี, ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำคุก 10 ปี ก่อนจะได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์
เหตุผล 4 ประการ ศาลพิพากษาจำคุก "ลุงพล"
- ลุงพล ไม่สามารถยืนยันฐานที่อยู่ได้แน่ชัดในเวลาที่ผู้ตายหายตัวไป
- ให้การเป็นข้อพิรุธหลายอย่าง อาทิ ให้การกับชุดสืบสวนว่า วันเกิดเหตุมีนัดไปรับพระ ที่วัดถ้ำภูผาแอก ขณะเดินทางไปวัด ป้าแต๋น โทรศัพท์มาแจ้งว่า น้องชมพู่หายตัวไป แต่ครอบครัวของลุงพล มีโทรศัพท์ 1 เครื่อง อยู่ที่ป้าแต๋น
- ลุงพล พยายามพูดหว่านล้อมพยาน ให้บอกตำรวจว่า วันเกิดเหตุพบตนเองช่วง 07.00 น. ไม่ใช่ช่วงที่เกิดเหตุ เพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็นผู้ต้องสงสัย
- ผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์และคำเบิกความของพยานผู้เชี่ยวชาญปรากฏว่า เส้นผม 1 เส้น ที่ตกอยู่ในรถยนต์ของลุงพล องศาของรอยตัด หน้าตัด และพื้นผิวด้านข้าง ตรงกันกับเส้นผมน้องชมพู่ 2 เส้น ซึ่งตรวจเก็บได้จากบริเวณที่พบศพผู้ตาย เส้นผมทั้ง 3 เส้น ดังกล่าว จึงถูกตัดในคราวเดียวกัน ด้วยวัตถุของแข็งมีคมชนิดเดียวกัน
คดีนี้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมุกดาหาร ตรวจสำนวนและทำความเห็นแย้งว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีข้อสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 เห็นควรพิพากษายกฟ้อง จึงให้รวมไว้ในสำนวน ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 11 (1)
ลุงพลเปิดใจน้อมรับคำตัดสิน สู้ต่อชั้นอุทธรณ์
ลุงพล-ป้าแต๋น แถลงเปิดใจ พร้อมรับคำตัดสินของศาล เเละจะต้องสู้ถึงชั้นฎีกา ระหว่างนี้ไม่ขอพูดอะไรมาก เพราะจะเป็นการตอบโต้ ขอรอให้จบชั้นศาลฎีกาจะพูดอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน นายสุรชัย ชินชัย ทนายความลุงพล ระบุว่า ความเห็นเเย้งของหัวหน้าผู้พิพากษา และ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 ที่เห็นเเย้ง ตรงข้ามกับคำพิพากษา ไม่สมควรลงโทษตามที่เสนอมา เเต่ก็ให้ความเป็นอิสระกับผู้พิพากษา ซึ่งเชื่อว่าความเห็นแย้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการอุทธรณ์ต่อไป
ด้าน นายสรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ตามขั้นตอนความเห็นแย้งจะถูกส่งไปยังศาลอุทธรณ์พิจารณา ส่วนมีน้ำหนักเปลี่ยนจุดคดีเเค่ไหน ขึ้นอยู่กับองค์คณะศาลอุทธรณ์วินิจฉัย
อย่างไรก็ตาม แม้ผลแห่งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ไม่สามารถลงโทษลุงพล ข้อหาเจตนาฆ่าได้แต่ได้ลงโทษข้อหาเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แสดงว่าศาลเชื่อพยานหลักฐานว่า ลุงพลพาน้องชมพู่ ไปบนเขาภูเหล็กไฟจริง!!