เส้นทางคนการเมือง
นายสิริพงศ์ เริ่มก้าวสู่ถนนการเมือง โดยเป็น สส.ศรีสะเกษ พรรคชาติไทย เมื่อปี 2550 และเป็นกรรมการบริหารพรรคชาติไทย แต่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2551 (บ้านเลขที่ 109) กระทั่งพ้นกำหนดเวลาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง จึงได้เข้าสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนาและเคยได้รับเสนอชื่อวางตัวเป็นเลขาธิการพรรค
ต่อมานายสิริพงศ์ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่จะลงสมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ชนะนายธเนศ เครือรัตน์ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย เป็นสส.สมัยที่ 2 ได้เป็นผลสำเร็จ
นายสิริพงศ์ เคยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว 2 สมัย คือ เมื่อปี พ.ศ. 2550 จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดพรรคชาติไทย และอีกครั้งเมื่อปี 2562 จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดพรรคภูมิใจไทย
ย้อนอ่านมุมมองการเมืองแบบสิริพงศ์ "ไม่ซ้ายจัด-ไม่ขวาจัด"
“ผมเติบโตในยุคที่ประชาธิปไตยเต็มใบ แต่พรรคการเมืองเสียงข้างมากในเวลานั้น บอกว่าทุกคนที่ไม่สนับสนุนพรรคถือเป็นศัตรู และจะไม่ได้รับการสนับสนุน เช่น ถูกขึ้นบัญชีรายชื่อว่าเป็นผู้มีอิทธิพล ใครโหวตสวนมติพรรค จะไม่ถูกส่งลงสมัคร ขณะที่การอยู่พรรคขนาดกลาง กลับทำให้ได้เป็นตัวของตัวเอง
ผมควรอยู่ข้างไหน ข้างที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย แต่แท้จริงเป็นเผด็จการ หรือข้างที่เป็นเผด็จการเพื่ออ้างความถูกต้อง แต่สุดท้ายตัวเองก็ทุจริต แล้วใครอยู่ข้างประชาชน ผมศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้น รูปแบบใดที่เป็นเผด็จการ ทั้งเผด็จการทหารหรือเผด็จการประชาธิปไตย ผมก็ไม่นิยม
นักการเมืองควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ทหารเข้ามามีบทบาทในการเมืองอีก
“ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่า ที่ผ่านมานักการเมืองมีส่วนอย่างมากในการเร่งปฏิกิริยาให้เกิดรัฐประหาร ดังนั้น ทางออกคือต้องเรียนรู้ว่าอย่าเอาชนะกันแค่เพียงการเมือง อย่าเอาอุดมการณ์มาอ้าง อย่าเอาศรัทธาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน และคิดถึงประเทศชาติให้มาก ส่วนคนไทย ผมคิดว่ามีแค่ 3 คำสำหรับการมาถึงของรัฐประหารทุกครั้งคือ อดทนไม่เป็น เย็นไม่พอ รอไม่ได้”
การเมืองต้องใช้ทุน แต่ต้องใช้ให้เป็น(ประโยชน์)
รู้กันดีว่า "สิริพงศ์" เขาคือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กิจการของเขาแตกแขนงหลายสาขา ทั้งด้านพัฒนาที่ดิน มีร้านอาหารญี่ปุ่น มีโชว์รูมรถ และยังเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชื่อดังที่คุ้นหูคอหนังไทยอย่าง “ไทบ้านเดอะซีรีส์” พลันที่ “สิริพงศ์” ย่างเข้ามาทำงานบนเส้นทางสายการเมือง แทบจะเป็นเรื่องอัตโนมัติที่คนในสังคมบางส่วน อาจมองข้ามความสำเร็จทางธุรกิจของเขา และเห็นเพียง ความเป็นนักธุรกิจ ที่หวังจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์และอำนาจจากตำแหน่งหน้าที่
ผมคิดว่าสังคมมองภาพลบกับทุกคน เห็นตำรวจก็ด่าตำรวจ นักการเมืองก็ด่านักการเมือง เพราะสังคมไทยเป็นสังคมกูดี แต่ผมก็พยายามพิสูจน์ตัวเองในพื้นที่มาตลอด ว่าไม่เคยรับงานหลวง ไม่เคยทำอาชีพที่เกี่ยวกับระบบสัมปทาน สิริพงศ์ชี้แจงข้อครหา
ได้เวลาเปิดตู้เซฟ อ้างอิงชุดข้อมูลจากการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากทาง ป.ป.ช.
บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ เสี่ยโต้ง หรือ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นกรณีพ้นจากตำแหน่ง สส.เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 พบรายละเอียดดังนี้
ย้อนประวัติการทำงานย้อนหลัง 5 ปี
- 2545 - ปัจจุบัน หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สิริมงคลพร๊อพเพอร์ตี้
- 2555 - ปัจจุบัน นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดศรีสะเกษ
- 2558 - 2561 กรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย
- 2556 - ม.ค. 2562 ประธานส่งเสริมกิจการ มหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ
- พ.ค. 2562 - มี.ค. 2566 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ชวนคอข่าว เจาะข้อมูลเชิงลึก เฉพาะทรัพย์สินและหนี้สินเฉพาะของ เสี่ยโต้ง พบข้อมูลปรากฎดังนี้
- ทรัพย์สิน
- เงินสด - ไม่มี
- เงินฝาก 1,317,645.85 บาท
- เงินลงทุน 67,149,804.91 บาท
- ที่ดิน 24 แปลง จำนวน 186,166,200 บาท
- โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 6 หลัง จำนวน 18,170,000 บาท
- ยานพาหนะ 2 คัน 23,300,000 บาท
- สิทธิและสัมปทาน 2,726,289 บาท
- ทรัพย์สินอื่นๆ 5,420,000 บาท
หนี้สิน
- เงินเบิกเกินบัญชี 3,037,028.44 บาท
- เงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 20,851,298.21 บาท
- หนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ 313,070 บาท
หากมาดูกันที่การชี้แจงบัญชีทรัพย์สิน
- นายสิริพงศ์ 237,100,135.36
- คู่สมรส 103,525,432.22 บาท
- รวมทรัพย์สิน 340,625,568 บาท
หนี้สิน
- นายสิริพงศ์ 24,201,396.65 บาท
- คู่สมรส 11,688,487.83 บาท
- รวมหนี้สิน 35,889,884.48 บาท
ขอขอบคุณที่มาข้อมูล: สำนักงานป.ป.ช. / ฐานเศรษฐกิจ
ขอขอบคุณเครดิตภาพ: สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ