น.ส.เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และคณะทำงานด้านกฎหมาย ของเครือข่ายฯ กล่าวว่า หน่วยงานราชการ มองผู้ได้รับผลกระทบน้อยเกินไป ข้อมูลโครงการไม่เพียงพอ แม้จะได้มีการร้องเรียน เรื่องการรับฟังความคิดเห็น แต่หน่วยงานก็เพิกเฉย เมื่อมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ก็เป็นไปไม่ครบถ้วนตามกระบวนการ
เมื่อชาวบ้านขอสำเนารายงาน EIA จาก สผ. แต่ก็ต้องเสียเงินค่าคัดสำเนา กว่าสองหมื่นบาท และได้ฉบับถมดำกลับมา ปกปิดชื่อและข้อมูลสำคัญ ๆ ทำให้ไม่ทราบว่า ใครบ้างที่ทางการนับว่า ได้รับผลกระทบ จริง ๆ
นอกจากนี้ ขั้นตอนการจัดทำรายงาน EIA ก็ยังมี โครงการสายส่งไฟฟ้าลำพูน-สบเมย ที่แยกออกมาเป็นโครงการของ กฟผ. ซึ่งก็ไม่ให้ข้อมูลแก่ชาวบ้านเช่นกัน
“การฟ้องครั้งนี้เราคาดหวังว่า รัฐควรมีความจริงใจในการให้ข้อมูล ให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะประชาชนที่ได้รับผลกระทบในลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน”
จับตารัฐบาลใหม่เดินหน้าโครงการแสนล้าน
น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ภูมิภาค องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 66 เครือข่ายชาวบ้านได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่รับผิดชอบ ขอให้เพิกถอน โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล (แนวส่งน้ำยวม) ขอให้เพิกถอนรายงาน EIA และขอให้ยุติการดำเนินการทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งกรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการศึกษาวิเคราะห์ โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (4Ps) โดยพบว่า ค่าใช้จ่ายโครงการ งานดำเนินงาน บำรุงรักษา และค่าลงทุนจะสูงถึง 2.1 แสนล้านบาท เครือข่ายฯ เห็นว่า โครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ ไม่มีความจำเป็น ไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับหลักการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำ ไม่มีการศึกษาอย่างครอบคลุมรอบด้านในทุกมิติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม และประชาชนในพื้นที่ป่ารอยต่อ 3 จังหวัด คือแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่มีการเจาะอุโมงค์เพื่อส่งน้ำ การทำเขื่อนกั้นแม่น้ำ และสายส่งไฟฟ้าผ่านพื้นที่ป่าสงวน ป่าสมบูรณ์ ซึ่งอาจจะส่งผลให้มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างร้ายแรงในอนาคต และยังเป็นการใช้งบประมาณแผ่นดิน ที่จะไม่เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า
น.ส.เพียรพร กล่าวอีกว่า โครงการนี้ในอนาคต จะนำไปสู่การก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน ซึ่งจะส่งผล กระทบข้ามพรมแดน และผลกระทบต่อแม่น้ำเมยและสาละวิน อันเป็นเขตพรมแดนไทย-เมียนมา ปัจจุบันสิทธิสิ่งแวดล้อม เป็นสิทธิมนุษยชน ที่ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นสมาชิก
แต่ โครงการผันน้ำยวม จะก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม กระทบต่อสิทธิมนุษยชน ในการที่จะมีสิทธิในการจัดการตนเอง ตามวิถีวัฒนธรรมแห่งตน โครงการดังกล่าว จึงถือเป็นการละเมิดทั้งต่อสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและสงบ และสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงด้วย
“รายงาน EIA โครงการผันน้ำยวม ได้รับการอนุมัติโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มี ลุงป้อม เป็นประธาน แม้จะมีการคัดค้าน และตั้งคำถามถึงความถูกต้อง ของกระบวนการการจัดทำรายงาน EIA ทั้งจากประชาชน วิชาการ และฝ่ายการเมือง
ตอนนี้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ซึ่งต้องติดตามว่า จะมีนโยบายต่อโครงการระดับแสนล้าน โครงการนี้อย่างไร จะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และผืนป่าของภาคเหนือได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวโน้มที่จะมีบริษัทจากจีน เข้ามาร่วมทุนกับภาครัฐ”