ไซยาไนด์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
สารกลุ่ม “ไซยาไนด์” ที่ควรรู้จักมี 2 ตัว คือ ตัวหนึ่งเป็นของแข็ง เกลือไซยาไนด์ ซึ่งเป็น โซเดียมไซยาไนด์ หรือ โปรแตสเซียม ไซยาไนด์ ส่วนอีกตัว มีสถานะเป็นก๊าซ คือ ไฮโดรเจน ไซยาไนด์ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยา เมื่อเอากรด เช่น กรดเกลือ หรือกรดกำมะถัน ผสมกับเกลือไซยาไนด์ ประการสำคัญ คือ พิษต่อร่างกายไม่ว่าจะเป็นเกลือไซยาไนด์ หรือก๊าซ เป็นอันตรายถึงตายได้เหมือนกัน ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ จึงถูกใช้ในการประหารนักโทษระหว่างสงคราม
ฤทธิ์เดชของไซยาไนด์
ไซยาไนด์สามารถฆ่าคนได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้จากหลายเส้นทาง ทั้งการสูดก๊าซไซยาไนด์เข้าไป การกินไซยาไนด์ ทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ หรือแม้แต่การสัมผัสกับสารไซยาไนด์ หากกินไซยาไนด์เข้าไปขณะท้องว่าง จะใช้เวลาออกฤทธิ์เป็นหน่วยนาที แต่ถ้ามีอาหารอยู่เต็มกระเพาะแล้ว จะหน่วงเวลาเสียชีวิตเป็นหน่วยชั่วโมงแทน เพราะในกระเพาะเรามีกรดที่ใช้ในการย่อยอาหารอยู่ การกินเกลือไซยาไนด์เข้าไปขณะท้องว่าง ไซยาไนด์จะทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะ เป็นก๊าซไซยาไนด์อยู่ในกระเพาะอาหาร และออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าสูดไฮโดรเจนไซยาไนด์เข้าไป จะเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่วินาที
ความเข้มข้นของไซยาไนด์ก็มีผลกับความเร็วมาก ถ้าจับคนล็อกไว้ในห้องก๊าซขนาด 1x1x1 เมตร แล้วปล่อยไฮโดรเจนไซยาไนด์เข้าไปประมาณ 300 มิลลิกรัม จะเสียชีวิตในทันที แต่ถ้าปล่อยไฮโดรเจนไซยาไนด์ 150 มิลลิกรัมเข้าไป จะมีเวลาอีกประมาณ 30 นาทีก่อนเสียชีวิต แต่ถ้าปล่อยก๊าซเข้าไปเพียง 20 มิลลิกรัม จะยังไม่เสียชีวิต เพียงแต่จะมีอาการผิดปกติเล็กน้อยหลังจากนั้น
หากโดนพิษไซยาไนด์ อาการเป็นอย่างไร
ภาวะเป็นพิษแบบเฉียบพลัน เป็นอาการที่พบได้ยาก เกิดขึ้นในทันที อาจทำให้เกิดอาการ เช่น หายใจติดขัด เลือดไหลเวียนผิดปกติ ภาวะหัวใจหยุดเต้น สมองบวม ชัก และหมดสติ เป็นต้น
ภาวะเป็นพิษแบบเรื้อรัง เกิดจากการได้รับไซยาไนด์ปริมาณเล็กน้อย ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ในเบื้องต้นอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน เกิดผื่นแดง และอาจมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นตามมา เช่น รูม่านตาขยาย ตัวเย็น อ่อนแรง หายใจช้า เป็นต้น
นอกจากนี้ หากไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน อาจทำให้หัวใจเต้นช้า หรือเต้นผิดปกติ ผิวหนังบริเวณใบหน้าและแขนขากลายเป็นสีม่วง โคม่า และเสียชีวิตในที่สุด
ไซยาไนด์ ยังพบได้ทั่วไปในพืชหลากหลายชนิด เช่น มันสำปะหลัง ข้าวชนิดต่างๆ เช่น ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวไรน์ ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่วชนิดต่างๆ อ้อย แอบเปิ้ล เผือก หน่อไม้ เมล็ดอัลมอล เชอรี่ พีช มะม่วง มะละกอ ฝรั่ง มะนาว เป็นต้น
อาการเมื่อได้รับ “สารไซยาไนด์”
ผู้ป่วยมักจะเริ่มปรากฏมีอาการหลังจากได้ “ไซยาไนด์” ในเวลาสั้นๆ เริ่มจากปวดศีรษะ ใจสั่น หน้าแดง หมดสติ ชัก และอาจจะเสียชีวิตภายในเวลา 10 นาที ในรายที่รุนแรงน้อยกว่าจะกดการทำงานของระบบประสาทและการหายใจ ภาวะเป็นกรดในเลือด (metabolic acidosis) จะปรากฏให้เห็นในเวลาต่อมา ตรวจร่างกายพบผู้ป่วยตัวแดง สีบริเวณเยื่อบุแดงคล้ายคนปกติ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยหยุดหายใจก็ตาม
การรักษา ผู้ป่วยที่ได้รับ “สารไซยาไนด์”
- การรักษาแบบประคับประคอง
- ระวังเรื่องการหายใจ ถ้าผู้ป่วยมีภาวะหายใจล้มเหลวต้องช่วยหายใจ
การรักษาที่จำเพาะ
แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ทำให้ร่างกายมี methemoglobin โดยใช้ sodium nitrite เพื่อให้ ferric ion ใน methemoglobin แย่ง “ไซยาไนด์” ที่จับอยู่กับ ferric ion ในโครโมโซม เกิดเป็น cyanomethemoglobin cytochrome จะกลับมาทำงานปกติต่อ
ขั้นต่อไปใช้ sodium thiosulfate เพื่อทำให้เกิด sodium thiocyanate และถูกขับออกจากร่างกายทางไตต่อไป
ขนาด sodium nitrite 6 mg/kg หรือ 300 mg ในผู้ใหญ่ (3% sodium nitrite 10 ml) ให้ทางหลอดเลือดดำช้าๆ sodium thiosulfate 412.5 mg/kg หรือ 12.5 g ในผู้ใหญ่ (25% sodium thiosulfate 50 ml) ให้ทางหลอดเลือดดำหลังจากให้ sodium nitrite
ข้อระวังการให้ยาต้านฤทธิ์ การให้ sodium nitrite ทำให้เกิด methemoglobin ซึ่งทำให้ภาวะพร่อง oxygen เลวลงในระยะสั้นๆ ช่วงแรก ขนาดของ sodium nitrite จะต้องเหมาะสมไม่มากจนเกินไป การปรับขนาดนอกจากน้ำหนักตัวจะต้องปรับลดลงตามขนาดของระดับ hemoglobin ด้วย
ขอขอบคุณที่มา : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , ฐานความรู้เรื่องความปลอดภัยด้านสารเคมี ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย