ผลการศึกษา จากการติดตาม โดย คณะศึกษาทางระบาดวิทยามะเร็ง ที่ บอสตัน ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 31,925 คน ตั้งแต่ปี 1992 จนถึง 2010 โดยที่ ณ ปี 1992 อายุเกณฑ์เฉลี่ยอยู่ประมาณที่ 59 ปี ในช่วง 18 ปี ของการติดตามมี 3,839 ราย เกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก และ 384 ราย รุนแรงถึงชีวิต
ขั้นตอนในการวิเคราะห์เจาะลึก ตั้งแต่เริ่มต้นในปี 1992 มีการให้รายงานปริมาณจำนวนของ การขับเคลื่อนน้ำกาม (แทนในที่นี้ด้วยปั่มปั๊ม) ในช่วงเวลาตั้งแต่อายุ 20 - 29, 30 - 39, 40 - 49 และ 50 เป็นต้นไป ทั้งนี้มีการวิเคราะห์ของปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีส่วนให้เกิดมะเร็ง
ผลที่น่าตื่นเต้น คือ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง จะลดลงถึงประมาณร้อยละ 20 ถ้ามีอัตราการปั่มปั๊ม อยู่ในเกณฑ์อย่างน้อย 21 ครั้งต่อเดือน เมื่อเทียบกับผู้มีปฏิบัติการ 4 - 7 ครั้งต่อเดือน
การลดความเสี่ยงของมะเร็ง จะพบได้ในกลุ่มที่มีปฏิบัติการถี่ ทั้งทุก ช่วงอายุ เหตุผลที่ใช้อัตรา 4 - 7 ครั้งต่อเดือน เป็นบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบ เนื่องจากมีน้อยมาก ที่กลุ่มคนในการศึกษานี้ ปฏิบัติในช่วง 0 - 3 ครั้งต่อเดือน จึงตัดออกไป
สำหรับปั่มปั๊ม น้อยกว่า 21 ครั้ง อย่าเพิ่งเสียใจ ถ้าอัตรา 8 - 12 ครั้งต่อเดือนในช่วง 40 - 49 ปี จะมีความเสี่ยงลดลง 10% และถ้าอยู่ในอัตรา 13 - 20 ครั้งต่อเดือน ในช่วงอายุนี้ จะมีความเสี่ยงลดลง 20% (มีนัยสำคัญทางสถิติ P trend <.0001)
เมื่อดูลึกละเอียดลงของกลุ่มปั่มปั๊ม 21 ครั้ง พบว่ากลุ่มนี้ กลับไม่ค่อยเป็นกลุ่มรักสุขภาพนัก กินเยอะ ดื่มเยอะ มีโอกาสเป็นโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์มาก และดูดบุหรี่เยอะ แต่กลุ่มนี้ ไม่ได้ตายเร็วขึ้น เนื่องจากสาเหตุอื่น ๆ
กลไกของการป้องกันมะเร็งต่อม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดทั้งนี้เป็นได้ที่ ต่อมลูกหมากสะสมสารพิษ ที่จะก่อมะเร็งไว้ (prostate stagnation ) และการขจัดชะล้าง โดยการขับเคลื่อนออกไป อาจจะลดความเสี่ยง แต่ทั้งนี้อาจเป็นผลอื่น ๆ จากการที่มีการขับเคลื่อน หรือการออกกำลังปั่มปั๊ม อาจจะปรับเปลี่ยนสภาพ สภาวะแวดล้อมในเนื้อเยื่อต่อม อีกทั้งปฏิบัติการ อาจก่อให้เกิดความหรรษาสุข อย่างฉับพลันในวินาทีนั้น ก่อให้เกิดการสั่งงานผ่านสมอง มายังระบบภูมิคุ้มกัน
ข่าวนี้ ยังปรากฎ ใน Harvard news 2022
จะอย่างไรก็แล้วแต่ 21 ครั้งต่อเดือน เท่ากับมากกว่า 5 ครั้งต่ออาทิตย์ จัดเวลาให้ดีนะครับ อาจจะเสียชีวิตซะก่อน เกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก
อีกชุดบทความที่ทีมข่าวนำมาฝากกัน โดยนำมาจากเพจดัง Hello คุณหมอ ในบทความดีๆ ชุดนี้ได้เผยถึง มีเพศสัมพันธ์บ่อย ส่งผลต่อสุขภาพคู่รักอย่างไร?? อยากรู้ข้อดีแล้วใช่ไหม คอข่าว คนรักครอบครัว รีบอ่านเลยนะจ้ะ รับรองดีแน่นอน! ฟันธง
การมีเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ อาจช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคู่รักให้รู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น รวมถึงอาจมีประโยชนต่อสุขภาพโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม นอกจากนั้น ยังช่วยในเรื่องของการบรรเทาความเครียด ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ทำให้คุณภาพในการนอนหลับดีขึ้น แต่การมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ โดยที่ไม่ป้องกันก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน
ประโยชน์ของการมีเพศสัมพันธ์บ่อย
การมีเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ อาจส่งเสริมให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง และยังสร้างความสุขให้แก่จิตใจได้ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ร่างกายรับมือกับภาวะต่าง ๆ ต่อไปนี้ได้ด้วย
เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยจะมีสารภูมิต้านทานที่ชื่อว่า อิมมูโนโกลบูลินเอ (Immunoglobulin A หรือ IgA) เพิ่มขึ้นมากกว่าผูู้ที่ไม่ค่อยมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอิมมูโนโกลบูลินเอเป็นแอนติบอดีที่ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย ด้วยการหลั่งสารน้ำออกมานอกร่างกาย โดยพบได้ในส่วนของเนื้อเยื่อช่องคลอด ต่อมน้ำลาย น้ำนม เหงื่อ อสุจิ เป็นต้น
บรรเทาความเครียด
ขณะที่กำลังมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้อารมณ์ดี นั่นเป็นเพราะฮอร์โมนในร่างกายกำลังปลดปล่อยสารเอนดอร์ฟิน (Endorphin) และอ็อกซิโทซิน (Oxytocin) ส่งผลทำให้ความเครียดหรือเรื่องที่ไม่สบายใจลดลง
ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
การมีเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ อาจป้องกันโรคมะเร็งได้ เนื่องจากการหลั่งของเหลว (Ejaculate) หรืออสุจิทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง ทั้งนี้ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม
ทำให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น
หลังจากมีเพศสัมพันธ์เสร็จร่างกายอาจอ่อนเพลีย ส่งผลให้นอนหลับได้เต็มอิ่มและหลับได้สนิทขึ้น ซึ่งนั่นเป็นผลมาจากการที่ร่างกายหลั่งสารอ็อกซิโทซิน (Oxytocin) และสารเอนดอร์ฟิน (Endorphin) ออกมา นอกจากนั้น โพรแลคติน (Prolactin) ในเลือดจะเริ่มทำการไหลเวียนจึงทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายจนเคลิ้มหลับไปในที่สุด
รู้ทัน..ผลเสียของการมีเพศสัมพันธ์บ่อย
การมีเพศสัมพันธ์ที่บ่อยจนเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายในด้านต่าง ๆ ดังนี้
การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยหรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย อาจเกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากแบคทีเรียในช่องคลอดเกิดการจับตัวเป็นก้อนและเดินทางเข้าสู่ท่อปัสสาวะ ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดขณะปัสสาวะ
อ่อนเพลีย
แม้การมีเพศสัมพันธ์บ่อยอาจช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ก็ส่งผลให้ร่างกายมีความอ่อนเพลียด้วยเช่นกัน เนื่องจาก การมีเพศสัมพันธ์เป็นการใช้พลังงานในการทำให้คู่รักถึงจุดสุดยอด ท้งยังใช้ระยะเวลานานพอสมควร ซึ่งอาจส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดความอ่อนล้า เมื่อตื่นขึ้นมาความอ่อนล้าของกล้ามเนื้ออาจทำให้รู้สึกไม่สดชื่นและอยากนอนต่อ จนอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีอยู่ด้วยกันหลาประเภท เช่น หนองใน พยาธิในช่องคลอด โรคซิฟิลิส โรคเอดส์ ซึ่งสามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ดังนั้น เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนควรป้องกันด้วยการสวมถุงยางอนามัย ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ รวมถึงควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะคู่รักที่ต้องการมีลูก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสุขภาพเสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้อยได้รับผลกระทบจากโรคต่าง ๆ ที่จะตามมา
ขอขอบคุณที่มา Helloคุณหมอ
ขอขอบคุณที่มา: หมอธีระวัฒน์
อยากให้อ่าน >>
ปิดท้ายกับอีกโพสต์ที่เรียกว่า..สุดปัง!!