ส่วนสถานการณ์โรคโควิด 19 เรารายงานเป็นรายสัปดาห์ โดยวันที่ 2-5 ต.ค. 2565 มีผู้ป่วยในระบบรายงาน 1,305 ราย เฉลี่ยวันละ 326 ราย เสียชีวิตวันละ 8-9 ราย เฉลี่ยวันละ 9 ราย แม้จะรายงานสัปดาห์ แต่เราติดตามทุกวัน โดยเปิดศูนย์ปฏิบัติการ (อีโอซี) กรมควบคุมโรคติดตามทุกวัน จากการประเมินตัวเลขยังเป็นไปตามคาดการณ์และควบคุมได้ อยู่ต่ำกว่าระดับเป้าหมาย
นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร กล่าวว่า ปัจจุบันเด็ก 6 เดือนไม่ถึง 5 ปี เป็นกลุ่มเดียวที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ซึ่งช่วงการระบาดของโอมิครอนพบว่า เด็กเล็กกลุ่มนี้มีการป่วยและอัตราเสียชีวิตสูงกว่าเด็กโต 3 เท่า ซึ่งการซักซ้อมแนวทางได้เน้นย้ำเรื่องให้ฉีดตามแนวทาง โดยเด็กเล็กจะใช้ปริมาณวัคซีนน้อยลง
สำหรับ เด็กอายุ 6 เดือนถึง 4 ปีใช้วัคซีนฝาสีแดงเข้ม ขนาด 3 ไมโครกรัม จำนวน 0.2 มิลลิลิตร ฉีด 3 เข็ม โดยเข็มแรกและเข็มสองห่างกัน 1 เดือน และเข็มสามห่างอีก 2 เดือน ซึ่งต่างจากเด็กโตอายุ 5-11 ปีที่มีขนาด 10 ไมโครกรัม และอายุ 12 ปีขึ้นไปฝาสีม่วงที่ใช้ขนาด 30 ไมโครกรัม หลังฉีดให้สังเกตอาการ 30 นาที และติดตามต่อจนครบหนึ่งเดือน
สหรัฐอเมริกามีการฉีดและติดตามล้านกว่าโดส พบว่า ผลข้างเคียงน้อยกว่าเด็กโต ไม่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงถึงเสียชีวิต ถือว่าปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งช่วงนี้มีการผ่อนคลายต่างๆ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงทั้งผู้ใหญ่และเด็ก แต่วัคซีนจะช่วยป้องกันไม่ให้ป่วยหนักได้ง่าย เมื่อเด็กไม่ป่วย พ่อแม่ผู้สูงอายุในบ้านก็ลดความเสี่ยง
ต่อข้อถามว่า การบริหารทำอย่างไรให้ไม่เกิดกาหยิบวัคซีนผิดกลุ่มอายุ นพ.โสภณกล่าวว่า เป้นโจทย์ที่สำคัญ ในมาตรฐานจะมีการป้องกันโดยให้บริการกลุ่มเดียวเลยในเด็กอายุ 6 เดือนไม่ถึง 5 ปีในจุดนั้นวันนั้น เพื่อไม่ให้ใช้วัคซีนฝาอื่น หากต้องฉีดวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่หรือเด็กโตให้แยกห้อง เพื่อให้การบริการวัคซีนในห้องนั้นเป็นวัคซีนชนิดนั้นชนิดเดียว แต่เจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี จะมีความระมัดระวังอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ฉีดแค่วัคซีนตัวนี้ แต่มีการฉีดวัคซีนตัวอื่นคอตีบ ไอกรม บาดทะยัก หัดต่างๆ ด้วยเจ่าหน้าที่มีความระมัดระวังไม่ให้สลับชนิดวัคซีน
เมื่อถามถึงความกังวลผลข้างเคียงกระทบหลอดเลือด นพ.โสภณกล่าวว่า จากการที่เราฉีดวัคซีนชนิด mRNA ตั้งแต่ปีที่แล้ว โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบการติดเชื้อโควิดแล้วเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งในต่างประเทศโอกาสแทรกซ้อนเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบในเด็กเล็กก็น้อยกว่าเด็กโต รวมถึงภาวะมิสซีหรืออักเสบทั่วร่างก็ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้มากกว่า แต่การฉีดวัคซีนจึงป้องกันทั้งโควิดและการเกิดมิสซี
ส่วนกรณีเคยมีข้อมูลคนฉีดวัคซีนก็เกิดภาวะมิสซีได้ นพ.โสภณกล่าวว่า คนฉีดวัคซีนมีโอกาสเกิดภาวะมิสซีได้ แต่น้อยมาก 1 ใน ล้าน ซึ่งการฉีดวัคซีนเด็กโตก็เจอบ้าง แต่เกิดแล้วสามารถรักษาได้ ไม่ได้มีอาการรุนแรงเสียชีวิต ถ้าไม่ฉีดวัคซีนการอักเสบจะเยอะกว่า อย่างการฉีดวัคซีนเราควบคุมปริมาณน้อยมากอย่าง 3 ไมโครกรัม เมื่อไปติดเชื้อก็ทำให้เชื้อไม่เพิ่มจำนวนมาก เพระามีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนไปต้านปริมาณเชื้อ แต่การติดเชื้อธรรมชาติมีเชื้อจำนวนมากเป็นล้านๆ พาร์ติเคิลที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบมากกว่าอยู่แล้ว ส่วนเรื่องฉีดแล้วพบตัวบวมก็เป็นเคสรายงานแต่พบน้อยมาก ยิ่งการฉีดในเด็กเล็กจำนวนเด็กน้อยโอกาสเกิดก็จะยิ่งน้อย น่าจะเป็นอาการแพ้ ส่วนใหญ่รักษาได้ เราถึงให้ติดตาม 30 นาที และติดตามให้ครบ 1 เดือน เชื่อว่าวัคซีนปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ผลิตมีการพัมฯาการผลิตและปริมาณน้อย 3 ไมโครกรัม น้อยกว่าผู้ใหญ่ 10 เท่า