ขณะที่ "ร้อยเอกธรรมนัส" ย้ำด้วยว่า การหารือร่วมกับพรรคเพื่อไทยในวันนี้ (23 ก.ค.) เพื่อเป็นการหาทางออกให้ประเทศพ้นวิกฤตเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการหารือถึงการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน และยังไม่มีการเชิญพรรคพลังประชารัฐไปจัดตั้งรัฐบาลแต่อย่างใด โดยย้ำหลักการว่า พรรคพลังประชารัฐ มีนโยบาย และหลักการ ที่ไม่เหมือนบางพรรคการเมือง ดังนั้น หากจะต้องร่วมงานกับบางพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ต่างกัน พรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่ขอร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด
ส่วนหากการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลด้วยพรรคพลังประชารัฐสามารถร่วมรัฐบาลได้หรือไม่นั้น "ร้อยเอกธรรมนัส" ชี้แจงว่า พรรคพลังประชารัฐ มีนโยบายสำคัญในการก้าวข้ามความขัดแย้ง ซึ่งหากพรรคฯ ประเมินแล้วว่า การร่วมรัฐบาลแล้วจะเกิดความแตกแยก พรรคพลังประชารัฐก็จะไม่ร่วม
"ร้อยเอกธรรมนัส" ยังกล่าวถึงกรณีที่มักเกิดกระแสข่าวจะมีการเสนอชื่อพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้รัฐสภาพิจารณาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีว่า การจัดตั้งรัฐบาลนั้น จะต้องมี ส.ส.สนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 250 เสียงขึ้นไป ซึ่งหากเสียง ส.ส.ไม่เพีงพอ พรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่ควรเสนอชื่อ เพราะจะเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมได้ และพรรคพลังประชารัฐ ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคฯ จนมีข้อสรุปแล้วว่า พรรคพลังประชารัฐจะไม่เสนอชื่อหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเป็นนายกรัฐมนตรี หากมีเสียง ส.ส.สนับสนุนต่ำกว่า 250 เสียง
ส่วนกระแสข่าวที่พลเอกประวิตรฯ จะลาออกจากหัวหน้าพรรคฯ รวมไปถึงลาออก ส.ส.นั้น "ร้อยอกธรรมนัส" ระบุว่า กระแสข่าวดังกล่าว เป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น และยังคงเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอยู่ ซึ่งการตัดสินใจในตำแหน่งต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
"ร้อยเอกธรรมนัส" ยังกล่าวถึงคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ว่า จะต้องนำพาประเทศให้รอดพ้นปัญหา เพราะประเทศผ่านวิกฤตโควิดมาแล้ว ตอนนี้จึงเป็นโอกาสแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน ดังนั้น นายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะต้องมีความพร้อมทุกอย่าง แก้ปัญหาในสังคม และพาเศรษฐกิจไทยให้รอด และพาบ้านเมืองก้าวข้ามความขัดแย้ง
ส่วนกรณีที่มีมวลชนออกมาต่อต่านการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยนั้น "ร้อยเอกธรรมนัส" มองว่า เป็นเรื่องปกติของการจัดตั้งรัฐบาล แต่เชื่อว่า เมื่อประเทศมีผู้นำคนใหม่แล้ว จะสามารถพิสูจน์ฝีมือในการนำพาประเทศชาติบ้านเมือง และแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้
อย่างไรก็ตาม ในการหารือร่วมกับพรรคเพื่อไทย ในฝั่งพรรคพลังประชารัฐนั้น "พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้เดินทางไปร่วมพูดคุยกับแกนนำพรรคเพื่อไทยด้วย
ทั้งนี้ การแถลงข่าวของพรรคพลังประชารัฐ ภายหลังการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤต และทางออกของประเทศร่วมกันกับพรรคเพื่อไทย ที่พรรคเพื่อไทยเสร็จสิ้น ต้องย้ายสถานที่แถลงมาที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจาก กลุ่มเยาวชนทะลุวัง ได้มาถือป้ายประท้วงพรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเจรจาดังกล่าว จนทำให้พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ ต้องแยกการแถลงข่าวภายหลังการหารือ