ด้าน น.ส.วาสนา กล่าวว่า แต่งงานกับนายวิทวัส มีลูกด้วยกัน 1 คน นายวิทวัส เดินทางไปทำงานเกษตร ที่ฉนวนกาซา ประเทศอิสราเอล สัญญาทำงาน 5 ปี 3 เดือน ทำงานได้ 4 ปี ไม่กลับมาพัก ได้รับเงินเดือน 4-5 หมื่นบาท โดยก่อนเดินทางไปทำงานได้กู้ยืมเงินจากนายทุนนอกระบบจำนวน 100,000บาท ไปทำงานผ่านกรมจัดหางานถูกต้องตามกฎหมาย ช่วง 2 ปีแรก นายแจ๊ค ทำงานในสวนมะเขือเทศ ต่อมา 2 ปีหลัง ทำงานในฟาร์มไก่งวง จะส่งเงินกลับมาให้ตนซื้อรถปิกอัพ 1 คัน และซื้ออุปกรณ์เตรียมสร้างบ้านไว้แล้ว ก่อนเกิดเหตุเป็นวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งจะเป็นวันหยุดของสามี แต่สามีจะขับรถไถออกจากแคมป์ที่พักไปที่ฟาร์มไก่ เพื่อเก็บไก่ที่ตายออกมา ขณะเดินอยู่ในฟาร์มไก่ และไลฟ์สดในเฟซบุ๊กให้ตนดู มีการยิงปืนเข้ามา ซึ่งสามีบอกว่ามีการยิงกันแล้ว แต่ครั้งนี้ยิงหนักมาก แถมมีกองกำลังติดอาวุธเข้ามาในฟาร์มด้วย สามีไปหาที่หลบซ่อนตัวอยู่ประมาณ 2-3 ชม.และห้ามตนโทรไปหา เพราะเกรงว่ากลุ่มฮามาสจะได้ยิน ตนก็ไม่โทร แต่พอได้ดูคลิปยิงแรงงานไทยตายในแคมป์ ก็ยิ่งห่วงสามีมากขึ้น แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ตนพยายามทักแชทไปหาเพื่อนร่วมงานของสามี จนถึงช่วงเย็นถึงสามารถติดต่อเพื่อนร่วมงานของเขาได้ โดยเพื่อนบอกว่าสามีอยู่ในห้อง บาดเจ็บเล็กน้อย นายจ้างติดต่อทหารอิสราเอลมารับไปส่งโรงพยาบาลแล้ว
ทั้งนี้ ภายหลังทราบว่าสามีได้รับบาดเจ็บ รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลแล้ว ตนรู้สึกโล่งใจ แต่ไม่สามารถติดต่อกับสามีได้ ได้แต่แชทไลน์สอบถามอาการกับเพื่อนร่วมงาน ส่วนตนและครอบครัว เดินทางไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกที่ เพื่อให้สามีปลอดภัย กระทั่ง สามีออกจากที่โรงพยาบาลวันที่ 11 ตุลาคม 2566 ลูกชายนายจ้างให้ใช้โทรศัพท์วีดีโอคอลมาหาตน และได้พูดคุยกัน ก็รู้สึกดีใจ แต่พอเพื่อนของสามีส่งภาพตอนที่สามีโดนแทงได้รับบาดเจ็บมาให้ดู ตนถึงกับร้องไห้ มันน่ากลัวมาก สามีรอดชีวิตมาได้อย่างไร หากสามีกลับมาบ้านแล้ว จะไม่ให้กลับไปอีกเลย
นางคำศรี พิมพ์สุวรรณ 66 ปี แม่ยาย เปิดเผยว่า ได้กู้เงินมาเพื่อส่งลูกเขยไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล เพราะตนยกที่ดินให้ลูกสาวแล้ว และลูกเขยอยากสร้างบ้าน จึงเดินทางไปทำงานหาเงินสร้างบ้าน ลูกเขยส่งเงินมาก็ทยอยซื้ออุปกรณ์สร้างบ้านเก็บสะสมไว้ แต่พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เห็นภาพโดนแทงเลือดเต็มตัว ตนรู้สึกสงสารลูกเขยมาก กลับมาแล้วก็จะไม่ให้ไปอีก ทำมาหากินอยู่เมืองไทยบ้านเราดีกว่า