"วราวิทย์ "ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 2 ปีตามคำวินิจฉัยของศาลรัญธรรมนูญ คุณสุชาติโพสต์ไว้ยิ่งเหลือน้อยยิ่งต้องพิสูจน์ความรักที่มีต่อตัวท่านใช่มั้ย แต่เราก็จะเอาชีวิตไปฝากแขวนอนาคตไว้กับตัวท่านด้วยนะ
"สุชาติ" สิ่งต่างๆที่ผมเป็นนักการเมืองจนถึงทุกวันนี้ ถ้าผมไม่ได้รับโอกาสจาก"ลุงตู่" "ลุงป้อม" ผมจะมีโอกาสเป็นฝ่ายบริหารรัฐมนตรีมั้ย ไม่มีทาง เป็นผู้แทนฯกี่สมัยเราก็ไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถอย่างที่เราทำ วันนี้สิ่งหนึ่งที่เราเป็นผู้แทนราษฎรมาเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน แล้ววันหนึ่งมาอยู่ฝ่ายบริหารผมถือว่ามันสุดๆของชีวิตแล้ว ถ้ามีโอกาสเราก็ต้องตอบแทนคนที่ให้โอกาสเรา
"มีคนถามทำไมผมไม่ตอบแทน"ลุงป้อม" ก็ถ้าเขาอยู่ด้วยกันที่พูดคือสมมติหมดนะ ถ้าเขาอยู่ด้วยกันผมก็อยู่กับท่าน ผมรักทั้งคู่แต่ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ตามที่ข่าวออก ถ้าเกิดมีการต้องเปลี่ยนแปลงตรงนั้นมันต้องเลือกระหว่างความห่วงแล้ว"
"มีคนบอก 2 ปีทำไมผมตัดสินใจการเมืองผม อนาคตผม เป้าหมายชีวิตผมไม่ใช่เพื่อที่จะต้องเป็นรัฐมนตรี เพื่อที่ต้องชนะเพื่อที่จะต้องเป็นฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว เป้าหมายผมคืออยู่กับคนที่เขาดูแลเรา ตอบแทนเขาให้ถึงวันที่เขาเลิกหรือหยุดไปแล้ว มันไม่มีใครนินทาครหาผมได้ว่าทิ้งผู้มีพระคุณทิ้งผู้ใหญ่อย่างนี้ไม่ได้"
"วราวิทย์" แต่ท่าทีพลังประชารัฐอาจจะไม่ได้ง้อพล.อ.ประยุทธ์ อะไรมากมาย
"สุชาติ" ต้องยอมรับว่าท่านนายกฯไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แล้วจะลงมาประชุมพรรคอะไรแบบนี้ไม่ได้เดี๋ยวก็มีปัญหาถูกมั้ยครับ ก็ต้องยอมรับบริบทท่านไม่ได้ลงมาเป็นสมาชิกจะเข้ามาประชุมพรรคมันทำไม่ได้
คนที่ลังเลอยู่อาจจะไม่แน่ใจว่าถ้าไปบ้านใหม่จะได้เป็นรัฐบาลหรือป่าว แต่อยู่กับพลังประชารัฐมันคล่องกว่าถ้าขั้วเดิมจับมือกันได้ แต่ถ้าขั้วใหม่เขาขึ้นมามันคล่องกว่าในการที่ไม่มีพล.อ.ประยุทธ์
ส.ส.ผู้แทน 500 คน ความคิดแต่ละคนคิดไม่เหมือนกันเลย เราไปคิดแทนคนอื่นไม่ได้เลยแต่ตัวเราจุดยืนคือแบบนี้ พูดด้วยความเคารพนะผมไม่ได้ยึดติดว่าผมไปอยู่ตรงไหนแล้วผมจะเป็นรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน แต่ผมลงส.ส.เขตแน่นอน ยังไงผมก็เป็นผู้แทนฯแน่นอนถ้าประชาชนเลือกผม ยังไงผมก็เป็นส.ส.มีหน้าที่ที่ดูแลพี่น้องประชาชนได้ แต่การเป็นรัฐบาลหรือเป็นรัฐมนตรีมันเป็นอีกสเต็ปหนึ่ง ถ้าผมไม่ไปถึงสเต็ปนี้ผมก็เป็นผู้แทนฯ ผมบอกตรงๆผมไม่ได้ยึดตรงนั้นเป็นหลัก ไม่ได้ยึดว่าต้องเป็นรัฐบาลต้องเป็นรัฐมนตรี แต่ยึดว่าผมลงเขตแน่นอนเป็นผู้แทนฯ
"วราวิทย์" ถ้าไปบ้านใหม่อาจจะไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่ในพรรค เช่นหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค แต่ก็มีเพื่อนและก็มีคนคบไงดีกว่า
"สุชาติ" ไม่แคร์ว่าต้องมีตำแหน่งอะไรในพรรค ไม่เช่นนั้นจะเสียของหรือป่าวย้ายไปทั้งที คิดอีกมุมหนึ่ง ถ้าเราเลือกจะเป็นรัฐมนตรี เลือกจะเป็นผู้ชนะเป็นรัฐบาลอย่างเดียวโดยไม่ได้มองมิตรภาพกับใครเลย หรือไม่ได้คิดถึงบุญคุณใครเลย เป็นรัฐมนตรีแล้วไม่มีใครคบเราเป็นทำไม เป็นแล้วไม่มีใครอยากคุยกับเรา ไม่มีเพื่อนเพราะเขาไม่เชื่อใจเรา ขนาดมีบุญคุณขนาดนี้ยังทิ้งเขาแล้วแบบนี้จะไปคบได้ไง
แต่อย่างที่บอกสมมติไปกับ"ลุงตู่" ถ้าผมไม่ได้เป็นรัฐบาลหรือตำแหน่งอะไรก็ได้ แต่ผมมีเพื่อนรอบพรรคเยอะนะ เขาต้องรู้ผมเป็นคนยังไง คบได้หรือไม่ได้เลือกเอา คุณจะคบคนแบบนี้หรือจะคบคนเอาตัวรอดแต่ถ้าถึงเวลาเหตุและผลองค์ประกอบที่ต้องได้ อันนี้ต้องได้นะถ้าไม่ได้แบบนี้คือผิดเงื่อนไข
"วราวิทย์" คือก็ไม่ยอมถูกหักหลังเหมือนกัน
"สุชาติ"ไม่ได้ คือต้องยอมรับว่าถ้าสิ่งที่เราตกลงกันไว้หรือมันเป็นอย่างที่เราทำได้ทำตามเงื่อนไข แล้วบอกไม่ได้ อย่างนี้รับไม่ได้นะ เพราะเราเป็นคนคนจริงแต่ถ้าไม่จริงไม่ตรงกับเรามันก็รับไม่ได้
"วราวิทย์"เงื่อนไขที่ว่านี้ตกลงกันแล้วหรือยัง
"สุชาติ" ไม่ได้ตกลง มันเป็นเรื่องของบริบทการเมืองทุกพรรคการเมืองเขาคิดอย่างนี้อยู่แล้ว คนที่จะเป็นหลักในพรรคการเมืองแต่ละพรรคเขาก็ต้องมีทีมของเขามีพื้นที่รับผิดชอบของเขา แต่ผมมาถ้าสมมติที่บอก"ลุงตู่"การเมืองเปลี่ยนแปลงไป ผมไปผมไม่ได้คิดถึงเรื่องตำแหน่ง แต่ที่แรกเลยด้วยความที่คิดว่าเป็นแบบนั้นความเหมาะสมเราน่าจะเหมาะสมแบบนั้น หรือเราพอที่จะมีเครดิตตรงนี้ แต่ถ้าไปแล้วความสามัคคีมันไม่เกิดหรือแตกแยกกันเนี่ยเราไม่เอา
ชมคลิป >>> เปิดใจ สุชาติ ชมกลิ่น กับเส้นทางที่ต้องเลือก