4.) สำหรับกรณีแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากประเทศไทย ซึ่งผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีจำนวน 900,000 คน ไทยขอชี้แจงว่า แรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศภายหลังเกิดสถานการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ประกอบด้วยทั้งผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผู้ที่ลักลอบเข้ามาทำงาน โดยแรงงานดังกล่าวเดินทางกลับกัมพูชาโดยสมัครใจภายหลังการเชิญชวนของรัฐบาลกัมพูชา ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นมาโดยตลอดว่าให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของแรงงานกัมพูชาในไทย และไม่เคยมีนโยบายที่จะผลักดันแรงงานกัมพูชาออกจากประเทศแต่อย่างใด
5.) ขอย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยที่ผ่านมา ไทยได้ให้ความร่วมมือกับกลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council: HRC) มาอย่างต่อเนื่อง และได้มีคำชี้แจงเรื่องนี้ต่อกลไกดังกล่าว ซึ่งได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการไว้แล้ว สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
6.) ไทยเห็นว่า กลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ควรยึดมั่นในหลักความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม และการพิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งคำนึงถึงข้อเท็จจริงและมุมมองจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและครอบคลุม เพื่อให้การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างสมดุล และสอดคล้องกับอาณัติของกลไกพิเศษอย่างแท้จริง
7.) ไทยพร้อมที่จะมองไปข้างหน้าและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจจากฝ่ายกัมพูชาด้วย โดยร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) วันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด รวมถึงการลดระดับความตึงเครียด และการงดเว้นการกระทำหรือการกล่าวหาที่เป็นการยั่วยุและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือบั่นทอนความไว้วางใจ เพื่อเปิดทางสู่การแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตามแนวชายแดนด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีร่วมกันต่อไป