ปมฆ่ายกครัว 3 ศพ ถึง ฆ่า 2 พี่น้องสองรัสเซีย นักอาชญาวิทยาฟันธง อาชญากรโดยกำเนิด
02 ส.ค. 2569 | prisana_tha

กะเทาะฆ่ายกครัว 3 ศพ – ฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย นักอาชญาวิทยาฟันธง อาชญากรโดยกำเนิด พร้อมตั้งคำถามถึงการแก้ปัญหา
ข่าว
02 ส.ค. 2569 | prisana_tha

กะเทาะฆ่ายกครัว 3 ศพ – ฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย นักอาชญาวิทยาฟันธง อาชญากรโดยกำเนิด พร้อมตั้งคำถามถึงการแก้ปัญหา
KEY
POINTS
2 สิงหาคม 2569 คดีสะเทือนขวัญ ฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และฆ่ายกครัว 3 ศพ ที่จ.ชลบุรี โดยฝีมือ “นายป๋อง กับ นายธง” 2 ผู้ต้องหาฆาตกรโหดที่ถูกจับกุม นอกจากสภาพจิตใจของทั้งคู่ที่ก่อคดีได้อย่างเลือดเย็นโดยไม่ต้องอาศัยเหตุผลใดๆ แล้ว ยังมีร่องรอยทางอาชญาวิทยาที่มองข้ามไม่ได้อีกหลายประการ คือ
1. ทั้งสองคนเข้า-ออกคุกเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะนายป๋อง เคยก่อคดีอุกฉกรรจ์ ทั้งคดีทางเพศ และคดีที่ใช้ความรุนแรง ใช้อาวุธ ติดคุกมาแล้วถึง 3 ครั้ง ขณะที่นายธง ก็มีคดียาเสพติดซ้ำๆ หลายรอบ
1. คดีความผิดทางเพศ จำคุก 5 ปี 7 เดือน 9 วัน ที่เรือนจำพิเศษพัทยา เดือน ส.ค.53 และย้ายมา เรือนจำกลางชลบุรี วันที่ 16 มิ.ย.54 พ้นโทษวันที่ 19 ก.พ.59
2. คดีอาวุธปืน โทษจำคุก 12 เดือน ที่เรือนจำพิเศษพัทยา วันที่ 7 ธ.ค.59 พ้นโทษวันที่ 22 ต.ค.60
3. คดีพยายามฆ่า อาวุธปืน ยาเสพติด โทษจำคุก 6 ปี 20 เดือน เรือนจำพิเศษพัทยา รับตัววันที่ 14 ต.ค.61 ย้ายไปเรือนจำกลางระยองวันที่ 22 ก.พ.64 พ้นโทษวันที่ 5 มิ.ย.69
2. เมื่อทั้งคู่ออกจากคุกมา ก็กลับเขาสู่วงจรการกระทำผิด หรือวงจรอาชญากรรมต่อทันที แปลว่า คุก หรือเรือนจำ หรือสถานคุมประพฤติ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤตินิสัยในการส่งคืนคนดีสู่สังคมได้เลย
3. เมื่อออกจากคุกมา คนเหล่านี้ก่อคดีอาชญากรรมซ้ำๆ ในพื้นที่เดิม ถูกจับติดคุกซ้ำอีก ก็เรือนจำเดิม แปลว่า กระบวนการตรวจสอบ ติดตามผู้พ้นโทษ ซึ่งมีพฤติกรรมรุนแรง หรือมีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ ไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมเลย ทั้งๆ ที่มีกฎหมายเฉพาะในการบังคับให้มีการติดตามพฤติกรรม
“ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี วิเคราะห์ ในเชิงอาชญาวิทยาและจิตวิทยาอาชญากร “การก่อเหตุซ้ำอย่างรวดเร็ว” ภายใน 1-2 เดือนหลังพ้นโทษ สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการกล่อมเกลาและปรับเปลี่ยนพฤตินิสัยในเรือนจำยังไม่สามารถลบล้างแนวโน้มความรุนแรงในตัวนายป๋อง ได้เลย
ประกอบกับ ข้อมูลจากครอบครัว ที่ระบุว่า นายป๋อง มีนิสัยก้าวร้าว ชอบใช้ความรุนแรงมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากเติบโตมาในสภาวะครอบครัวที่ไม่ปกติ เมื่อกลับคืนสู่สังคมและขาดการติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด นายป๋องจึงนำทักษะอาชญากรรมที่สะสมมา ประกอบกับข้อมูลข่าวสารที่ได้จากโซเชียลมีเดีย มาสร้างกลอุบาย แต่งกายเลียนแบบตำรวจเพื่อออกปล้นชิงทรัพย์และฆ่าปิดปากเหยื่ออย่างอุกอาจ
สถิติอย่างเป็นทางการของกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วย “การกระทำผิดซ้ำของผู้พ้นโทษ” ในปีแรกหลังออกจากคุก เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 17.50 ถึง 23.74
แต่การติดตามผลในระยะยาว 3 ปี ขึ้นไป พบว่าสถิติจะปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 25 ถึง 32 คือ ผู้ที่ออกจากเรือนจำไปประมาณ 3 ปี มีจำนวน 1 ใน 3 ที่จะหวนกลับมาอีก
-มิติแรก คือ ปัจจัยด้านทัศคติและสภาพจิตใจส่วนบุคคล
-มิติที่สอง คือ ปัจจัยแวดล้อมภายในเรือนจำ และการฟื้นฟูที่ไม่ประสบผลสำเร็จ จากสภาวะเรือนจำแออัดในประเทศไทยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพของโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัย
-มิติที่สาม ปัจจัยแวดล้อมภายนอกเรือนจำ และการประทับตราบาปทางสังคม ผู้พ้นโทษจึงถูกปฏิเสธจากตลาดแรงงาน ทำให้ต้องหวนกลับคืนสู่วงจรอาชญากรรมเหมือนเดิม
คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญของนายป๋องและพวก ได้กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญถึง พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กฎหมาย JSOC”
กฎหมายฉบับนี้ตราขึ้นเพื่อสร้างกลไกป้องกันสังคมจากบุคคลอันตราย โดยครอบคลุมฐานความผิดสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ , คดีความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย เช่น ฆาตกรรม ทำร้ายร่างกายสาหัส และคดีความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ เช่น การเรียกค่าไถ่
โดย ประวัติในทางคดีของ นายป๋อง กับพวก เข้าข่ายกฎหมาย JSOC อย่างชัดเจน แต่เหตุใดที่ผ่านมาจึงไม่สามารถติดตามหรือยับยั้งพฤติกรรมการกระทำความผิดซ้ำของคนเหล่านี้ ไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้ ทั้งๆที่มีกลไกตามกฎหมาย เช่น การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งติดกำไล EM หรือการจำกัดพื้นที่ตามมาตรา 22
การบังคับใช้กฎหมาย JSOC ต้องใช้อำนาจร่วมกันระหว่าง กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ อัยการ และตำรวจ คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าเกิด "สุญญากาศ" ในการส่งต่อข้อมูลผู้พ้นโทษกลุ่มเสี่ยงสูง ไปยังตำรวจท้องที่หรือไม่? เหตุใดเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จึงไม่ทราบข้อมูลการเคลื่อนไหวของนายป๋องกับพวก จนปล่อยให้แต่งชุดคล้ายตำรวจออกล่าเหยื่อและสังหารไปถึง 5 ราย ในพื้นที่เดิมๆ ที่พวกเขาเคยกระทำความผิด
รองศาสตราจารย์ ร้อยตำรวจเอก ดอกเตอร์ จอมเดช ตรีเมฆ นักอาชญาวิทยาชื่อดัง มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงพฤติการณ์โหดของ “นายป๋อง กับพวก” ว่า เป็นพฤตินิสัยที่แก้ไม่ได้แล้ว นอกจากจะเป็นปัญหาของระบบเรือนจำบ้านเราที่แก้ไขคนเหล่านี้ไม่ได้ ตัวของนายป๋องเอง ก็อาจจะมีพฤตินิสัยที่แก้ไขไม่ได้ด้วย อีกทั้งไม่ได้รู้สึกว่า การเข้าเรือนจำลำบากอะไร ออกมาก็ทำแบบเดิม น่าจะเป็นกมลสันดานไปแล้ว
ในทางอาชญาวิทยา อาจารย์จอมเดช บอกว่า พฤติการณ์ของนายป๋อง อุกอาจจนไม่มีเหตุผล ในทางทฤษฎี จัดเป็นอาชญากรที่ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ประเภทหนึ่ง ในอดีตหลายๆประเทศจึงมีโทษประหารชีวิตสำหรับคนกลุ่มนี้ แต่ปัจจุบันมีพัฒนาการเรื่องสิทธิมนุษยชน ทำให้ประเทศจำนวนมากยกเลิกโทษประหารชีวิตไป ถึงวันนี้ก็ต้องมาขบคิดว่า จะมีมาตรการแบบใดกับคนกลุ่มนี้
ทฤษฎีโบราณ เรียกว่า “อาชญากรโดยกำเนิด” หรือ Born Criminal แม้ทุกวันนี้ทฤษฎีเหล่านี้จะไม่ได้รับการยอมรับในกระแสหลักแล้ว แต่ก็ยังถกเถียงกัน เพราะมีคนแบบนี้อยู่จริง
ส่วนปัญหาของ กฎหมาย JSOC นั้น อาจารย์จอมเดช บอกว่า หลักการกฎหมายดีมาก แต่ราชการบ้านเราไม่ได้มีบุคลากร หรือมีเวลามากขนาดไปเฝ้าระวัง เหมือนหน่วยสังคมสงเคราะห์ในต่างประเทศ ประกอบกับผู้ที่พ้นโทษ ส่วนใหญ่กลับไปอยู่ในโลกใบเดิม อาศัยอยู่ที่เดิม ชุมชนเดิม สภาพแวดล้อมเดิม จึงเปลี่ยนตัวเองไม่ได้เลย
โดย อาจารย์จอมเดช ตั้งคำถามว่า ผู้พ้นโทษ 1 ใน 3 เดินออกจากคุกแล้ว เดินกลับเข้าไปใหม่จะแก้อย่างไร เพราะผู้คุมในบางเรือนจำ คุมนักโทษ 1 ต่อ 500 คน แค่ระวังไม่ให้ชุมนุมประท้วง หรือรุมเข้ามาก็ยากแล้ว การพัฒนาแก้ไขพฤตินิสัยจึงทำไม่ได้เลยใช่หรือไม่ คุกไทยไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
เมื่อพ้นคุกออกไป ไม่มีหน่วยติดตามจริง งบประมาณไม่มากพอ เพราะประเทศไม่ได้มีเงินเหลือ มีเรื่องอื่นต้องทำสำคัญกว่า และการบังคับใช้กฎหมายหย่อนยานหรือไม่