นำ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" สู่เวทีโลก สร้างความยืดหยุ่นแข็งแกร่งจากภายใน
จากการเดินทางไปพบปะผู้นำและนักลงทุนทั่วโลก นายอนุทินพบว่า กุญแจสำคัญที่ทุกประเทศให้ความสำคัญคือคำว่า ”Resilience“ หรือการพึ่งพาตนเอง ทั้งด้านพลังงาน อาหาร และอุตสาหกรรม โดยประเทศไทยได้นำเสนอหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 บนเวที IMF และ World Bank ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน รู้เท่าทันเทคโนโลยี และเตรียมพร้อมรับความเสี่ยง ซึ่งถือว่าพระองค์ทรงเป็น ‘ผู้มาก่อนกาล’ อย่างแท้จริง
นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอทิศทางการยกเครื่องประเทศไทยผ่าน 4 มิติสำคัญ
1. Reinvent Energy (ปฏิรูปพลังงาน): สร้างความมั่นคง ยั่งยืน และยืดหยุ่น โดยยกตัวอย่างนโยบายพลังงานสะอาดอย่าง ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ ที่ไม่เพียงเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้ประเทศ แต่ยังเปิดทางเลือกให้ประชาชนบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้เอง
2. Reinvent Economy (ปฏิรูปเศรษฐกิจ): เร่งวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เกษตรสมัยใหม่, เทคโนโลยีอาหาร, เซมิคอนดักเตอร์, Data Center และ AI ควบคู่ไปกับการ ‘ปฏิรูประบบราชการ’ โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้ BOI จัดทำโปรแกรม ‘Thailand Fast Pass’ เพื่อลดขั้นตอน ทลายคอขวด และอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่งการผลักดันนโยบายเหล่านี้สำเร็จได้ เพราะปัจจุบันรัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพ
3. Reinvent People (ปฏิรูปทุนมนุษย์): การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการพัฒนาคน รัฐบาลมุ่งเน้นการยกระดับทักษะ (Upskill/Reskill) ให้คนไทยพร้อมทำงานร่วมกับ AI นอกจากนี้ ในการเจรจากับกลุ่ม Big Tech จากต่างประเทศ รัฐบาลได้ตั้งเงื่อนไขสำคัญเรื่องการจ้างงานคนไทย การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในประเทศ เพื่อสร้างให้คนไทยเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับโลก
4. Reinvent Politics (ปฏิรูปการเมือง): นายอนุทิน เน้นย้ำว่า สิ่งที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนคือ ‘สภาพทางการเมืองที่เป็นบวก’ โดยเรียกร้องให้สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ที่เน้นการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ ตรวจสอบกันด้วยข้อเท็จจริง ยุติการใช้ Fake News การสาดโคลน หรือวาทกรรมด้อยค่าทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม โดยต้องยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง
ผสานจุดแข็งทุกภาคส่วนต่อจิ๊กซอว์พัฒนาชาติ
ในตอนท้าย นายอนุทิน ได้กล่าวขอบคุณ THE STANDARD ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มาร่วมกันพูดคุยเพื่อหาทิศทางของประเทศ เพราะการยกเครื่องประเทศไทยไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือการนำจุดแข็งของทุกภาคส่วนมา ‘ต่อจิ๊กซอว์’ ร่วมกัน เพื่อสร้างประเทศไทยที่มั่นคงในยุคเศรษฐกิจใหม่
ภายหลังการกล่าวปาฐกถาพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกบนเวทีพร้อมด้วย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกฯ, นายพยงค์ ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย, คณะทูตานุทูตจากหลากหลายประเทศ และผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปอย่างชื่นมื่น