ชี้แรกๆ พูดดีสร้างภาพ แต่ทำไม่ได้สักเรื่อง
สำหรับกระแสข่าวที่มีการคาดการณ์ว่า นางศุภจี อาจจะถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากเสร็จสิ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอาจจะมีการร่วมมือกันใหม่กับพรรคกล้าธรรมนั้น
นายชัยชนะ กล่าวว่า อย่าไปปรับ แต่การจะปรับหรือไม่ปรับ ครม. นั้นถือเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี โดยตนมองว่าสิ่งที่นางศุภจีทำมีผลงานหลายอย่าง เพียงแต่ช่วงหลังเกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงหายไปจากหน้าสื่อ และยังอยู่ในประเทศไทยหรือไม่
นายชัยชนะ กล่าวอีกว่า ตนชื่นชมในการทำอะไรหลายอย่าง แต่เรื่องที่ชื่นชมมากที่สุด คือวันที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีวันแรก ได้ประกาศว่าจะทำการแก้ไขปัญหาราคาสินค้า ทำให้ราคาสินค้าทางการเกษตรสูงขึ้น และทำให้ประชาชนมีค่าครองชีพที่ถูกลง ซึ่งก็ขอชื่นชมว่าสามารถสร้างภาพลักษณ์ได้ดี พูดได้ดี แต่กลับทำไม่ได้สักเรื่อง
เหน็บบริหารเอกชนเก่ง แต่ประเทศไม่ใช่บริษัท
นายชัยชนะ ระบุว่า ตนเคยบอกไปแล้วว่า การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลของเกษตรกรและการที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั้น เราจะต้องทำหน้าที่เป็นเซลล์แมนให้กับประเทศไทย ต้องสร้างการเรียนรู้และรับรู้ให้ได้ โดยต้องทำงานร่วมกันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อถึงฤดูกาลของพืชผลทางการเกษตร จะต้องทราบว่าผลผลิตในปีนี้มีจำนวนเท่าไหร่ ปริมาณการซื้อขายภายในประเทศมีเท่าไหร่ และปีที่แล้วมีผู้ผลิตน้อยกว่าหรือมากกว่าปีปัจจุบัน หากสินค้าล้นตลาดก็ต้องเปิดตลาดเพื่อระบายสินค้าออกไปให้ได้ รวมทั้งต้องสอนให้เกษตรกรเรียนรู้ในการขายสินค้าออนไลน์ ไม่ใช่ไปสนับสนุนแพลตฟอร์มอื่น รัฐบาลควรสร้างแพลตฟอร์มให้เกษตรกรในการเรียนรู้เรื่องต้นทุน
"คุณศุภจี เก่งจริง ในการบริหารบริษัทเอกชน แต่ประเทศไทยไม่ใช่บริษัทเอกชน มีกฎหมาย มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นการบริหารก็จะยากหน่อย" นายชัยชนะ เผย
ทวงสัญญาน้ำมันลดราคา เหน็บนายกฯ บอก “รวยไม่ไหว” แต่ชาวบ้าน “จนมามากแล้ว”
นายชัยชนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ตนอยากจะทวงถามไปยังรัฐบาล ที่เคยบอกว่าราคาน้ำมันจะลดลง แต่นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุกวัน ข้าวของแพงขึ้น จนประชาชนในต่างจังหวัดพูดกันว่า ที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า "รวยไม่ไหวแล้ว" พี่น้องประชาชนกลับบอกว่า "จนมามากแล้ว" เพราะฉะนั้น หากบริหารไม่ได้ก็กลับไปอยู่บ้านดีกว่า